นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม กนง.ครั้งที่ 2/2559 กนง.มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 15 ครั้งของการประชุมนับตั้งแต่มิถุนายน 2558 หรือต่อเนื่อง 22 เดือน โดย กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นและดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนโดยเฉพาะจากต่างประเทศ ทั้งการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมทั้งค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ อาจไม่เป็นผลดีต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ และในระยะต่อไปค่าเงินบาทอาจผันผวนจะสูงขึ้นได้จากความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก
“เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการส่งออกที่ฟื้นตัวชัดเจน ท่องเที่ยวฟื้นตัว การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ส่วนการบริโภคและลงทุนเอกชนฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงใกล้ชิด ทั้งผลของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ปัญหาเสถียรภาพการเงินจีน รวมถึงพัฒนาการทางการเมืองและปัญหาภาคการเงินในยุโรป และติดตามความเสี่ยงในการชำระหนี้ที่ด้อยลงของภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ อาจไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และแนวโน้มยังมีความผันผวนสูง” นายจาตุรงค์กล่าว
นายจาตุรงค์กล่าวด้วยว่า ได้มีการรายงานความเห็นจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่อยากให้ไทยลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง กนง.ได้รับทราบ แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็น ส่วนกรณีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น ต้องติดตามถ้อยแถลงของเฟดที่สื่อสารออกมาว่าจะเป็นอย่างไร โดยตลาดยังมองว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยปีนี้ 3 ครั้ง ซึ่งหากเฟดมีท่าทีที่ไม่ตรงกับตลาดคาดการณ์อาจจะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดได้

