น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ รองกรรมการผู้อำนวยการส่วนงานการลงทุนสัมพันธ์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมากลุ่ม อินทัชมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปี 2558 ไทยจะประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจก็ตาม โดยอินทัชมีราย 16,078 ล้านบาท เติบโต 8.9% โดยมีรายได้หลักมาจากส่วนแบ่งรายได้ที่ได้จาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอส จำนวน 98.5% ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาสามารถจ่ายเงินปันผลได้ที่หุ้นละ 4.63 บาท ส่วนธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ภายใต้แบรนด์ ไฮ ช้อปปิ้งก็ถือว่าประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อวันคาดสิ้นปีมีรายได้ 500 ล้านบาท
น.ส.นัฐิยา พัวพงศกร ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ เอไอเอส ปี 2558เอไอเอส มีกำไรทั้งสิ้น 71,000 ล้านบาท เติบโต 6.5% และมีกำไรสุทธิ 39,000 ล้านบาท หรือเติบโต 8.7% โดยปัจจัยหลักที่ทำให้รายได้และกำไรเติบโต มาจากการให้บริการข้อมูล(ดาต้า) เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ในอัตรา 27% เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยปี2559 คาดอัตราการเติบโตในส่วนของรายได้อาจลดลงเล็กน้อย เนื่องจากมีการยกเลิกการให้บริการในระบบ 2จี บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์
น.ส.นัฐิยากล่าวว่า ในส่วนของคลื่นความถี่ แม้เอไอเอส ไม่สามารถชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ แต่ เอไอเอส มองว่าคลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีอยู่ยังเพียงพอต่อการให้บริการอีก 3 ปี เนื่องจากขณะนี้เอไอเอสอยู่ในขั้นสุดท้ายของการตกลงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ซึ่งจะทำให้เอไอเอส ได้คลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์มาใช้งานเพิ่ม อีกทั้งในอนาคตมีแผนเข้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2561 รวมถึงคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) มีแผนขอคืนจากบริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) และ ทีโอที เพื่อนำมาจัดประมูล
นายวุฒิ อัศวเสริมเจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา ไทยคม มีกำไร 2,122 ล้านบาท เติบโต 33% ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทที่มีกำไรเกินกว่า 2,000 ล้านบาทนับจากที่ตั้งบริษัทมา 23 ปี ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ช่องรายการโทรทัศน์มีการใช้บริการผ่านดาวเทียมกันมาขึ้น จาก 702 ช่องในปี 2557 เป็น 792 ช่องในปี 2558 และช่องรายการที่ให้บริการแบบความคมชัดสูง(เอชดี) จาก 110 ช่อง เป็น 126 ช่อง ประกอบการที่ดาวเทียมไทยคม7 ที่เป็นดาวเทียมดวงแรกในไทยได้มีการเปลี่ยนจากระบบสัญญาสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาต ส่งผลให้มีการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 5% จากระบบเดิมที่ต้องจ่ายถึง 20%
นายวุฒิ กล่าวว่า สำหรับปีนี้มีแผนจะยิงดาวเทียมไทยคม8 ในช่วงกลางปี โดยปัจจุบันสามารถขายพื้นที่ให้บริการบนทีวีดาวเทียมได้แล้ว 17% ตั้งเป้ากลางปีนี้สามารถขายได้เท่ากับจุดคุ้มทุนที่ 30-40% ก่อนยิงดาวเทียมขึ้นวงโคจร นอกจากนี้ยังตั้งเป้าขายพื้นที่ให้บริการเพิ่มบนดาวเทียมไทยคม4 ในพื้นที่แอฟริกา และการหาพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

