
อนาคตการบินยั่งยืนกับความท้าทายของอุตสาหกรรม eVTOL
การขนส่งทางอากาศเป็นรูปแบบการเดินทางที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วที่สุด อุตสาหกรรมการบินจึงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าภายในระยะเวลาไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา การเดินทางด้วยอากาศยานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบอีกต่อไป เครื่องบินกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของการเดินทาง
อุตสาหกรรมการบินจึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความคล่องตัว รวดเร็ว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมการบิน ที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของประชาคมโลกและความคาดหวังของผู้โดยสารในเรื่องสิ่งแวดล้อม
โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) และสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) ตั้งเป้าอุตสาหกรรมการบิน ไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาการขนส่งทางอากาศขั้นสูง (Advanced Air Mobility หรือ AAM) โดยการนำแนวคิดพลังงานสะอาดมาผสมผสานพัฒนาสู่ เทคโนโลยีอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง (electric Vertical Takeoff and Landing :eVTOL) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ถูกจับตามองในฐานะ “Game Changer” ของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ รายงานของ World Economic Forum ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ AAM ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยในหลายภาคส่วน ทั้งด้านการแพทย์ การขนส่งในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่อันตราย รวมถึงการขนส่งระหว่างเมืองในอนาคต ความฝันเรื่องรถบินได้ ไม่ใช่เรื่องใหม่
สำหรับใครหลายคนที่เติบโตมาในยุค 80 อาจจะพอจำภาพของรถที่ทะยานขึ้นฟ้าด้วยความคล่องแคล่ว รวดเร็ว ในภาพยนตร์อย่าง “Back to the Future” หรือ “Batman” ซึ่งสัญลักษณ์ของการเดินทางแห่งอนาคตนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทสตาร์ตอัพจำนวนมากจากทั่วโลก ทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อพัฒนาความฝันของ eVTOL ให้กลายเป็นความจริง
อย่างไรก็ดี บริษัทสตาร์ตอัพด้าน AAM ที่เคยได้รับเงินลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ กลับต้องตกอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเงิน ก่อนที่จะเริ่มให้บริการได้จริง เช่น Volocopter สตาร์ตอัพจากประเทศเยอรมนี ซึ่งแม้จะได้รับการสนับสนุนจาก Mercedes-Benz และ Geely แต่ต้องประสบปัญหา ภายหลังไม่สามารถขอใบอนุญาตทำการบินได้ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 หรือ Lilium สตาร์ตอัพที่จดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาด Nasdaq ก็ประสบปัญหาต้องปรับแผนการทดสอบและการผลิตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสตาร์ตอัพที่ยังมีความหวัง ก็อาจจะมีบริษัทสัญชาติอเมริกันอย่าง Joby Aviation และ Archer Aviation ซึ่งได้รับเงินลงทุนจากยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota, Delta Airlines และกองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock แต่ทั้งสองบริษัทก็ยังอยู่ระหว่างการเร่งทดสอบ และขอใบอนุญาตเพื่อเตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์แรกในบางเมือง เช่น ดูไบ ภายในปี 2026
ปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา eVTOL คือ ความซับซ้อนของการรับรองมาตรฐานการบิน โดยเฉพาะในส่วนของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า การจัดการจราจรทางอากาศ และการฝึกอบรมนักบิน ส่งผลให้หลายโครงการต้องเลื่อนเวลาการให้บริการออกไปอย่างน้อย 2-4 ปี
สำหรับประเทศไทย ถึงแม้จะมีกฎหมายด้านการเดินอากาศที่ครอบคลุมการขนส่งทางอากาศเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นตอนของการร่างกฎหมายห้วงอากาศที่มีการควบคุม (Controlled Airspace) ในส่วนของห้วงอากาศที่มีความสูงที่ต่ำมาก (Low Level Airspace) ที่จะครอบคลุมอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle : UAV) หรือโดรน (Drone) รวมถึง eVTOL ด้วย
นอกจากนี้ ปัญหาอีกข้อที่เป็นอุปสรรคต่อสตาร์ตอัพด้าน eVTOL คือ ต้นทุนพัฒนา โดยทั่วไป โครงการ eVTOL หนึ่งโครงการ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งสูงกว่าค่าประมาณเริ่มต้นของนักลงทุนถึง 8 เท่า กรณีศึกษาพบว่าการผลิตเครื่องบินโดยสาร eVTOL รุ่นใหม่ต้องเผชิญขาดทุนสะสมกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะถึงจุดคุ้มทุนที่การผลิตลำที่ 400 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สตาร์ตอัพหลายบริษัทต้องเผชิญ
ถึงแม้ว่าพิสัยการบินของ eVTOL ในปัจจุบันจะสามารถทำการบินได้ประมาณ 100 กม. เปรียบเทียบการเดินทางจากกรุงเทพฯไปพัทยา แต่อุปสรรคหลักคือการสร้าง “เวอร์ทิพอร์ต” (Vertiport) หรือสนามบินสำหรับอากาศยานที่ขึ้นบิน-ลงจอดในแนวดิ่ง ซึ่งต้องใช้งบประมาณถึง 10-20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อแห่ง
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ หรือ Helipad มากกว่า 120 จุด ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็น Vertiport ได้ในอนาคต ขณะที่การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและโครงข่ายจราจรทางอากาศแบบเรียลไทม์ยังต้องการการลงทุนเพิ่มเติมจากภาครัฐและเอกชน ความท้าทายนี้สะท้อนผ่านความร่วมมือล่าสุดระหว่างสายการบินระดับนานาชาติกับผู้ให้บริการ eVTOL เพื่อเปิดเส้นทางเชื่อมท่าอากาศยานหลักสู่ใจกลางเมือง เช่น แผนการของ ANA ที่ตั้งเป้าให้บริการ “แท็กซี่บินได้” ในเส้นทางโตเกียว-สนามบินนาริตะ ภายในปี 2027
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ แล้ว แม้ eVTOL จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนโลกในอนาคต แต่อุตสาหกรรมการบินจำเป็นต้องมีทางเลือกที่สามารถใช้งานได้ทันที เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในวันนี้ ซึ่งนั้นก็คือการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel)
SAF คือเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถใช้งานกับเครื่องยนต์ของอากาศยานในปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขอุปกรณ์ใดๆ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ความฝันของอนาคต แต่คือโอกาสที่ “พร้อมใช้” อยู่แล้วในวันนี้
อนาคตของ eVTOL ยังอาจต้องการเวลาและการลงทุนที่เหมาะสม แต่ถ้าเราต้องการผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ในทันที การผลักดัน SAF คือสิ่งที่ “เริ่มทำได้เลย” และคือก้าวสำคัญที่เราทุกฝ่ายสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ในวันนี้
ผมจะแชร์เรื่อง SAF ในบทความ “คิด เห็น แชร์” ในโอกาสต่อไปครับ

