Thai ESG กับคำถามที่นักลงทุนไทยควรรู้ก่อนตัดสินใจ

19.04.25 | 13:08 น.

Thai ESG กับคำถามที่นักลงทุนไทยควรรู้ก่อนตัดสินใจ

บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมขอชวนผู้อ่านสำรวจมุมมองอื่นๆ เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นที่เน้นเรื่อง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ผ่านงานวิจัยทางวิชาการที่อาจให้ผลลัพธ์แตกต่างจากความเข้าใจของนักลงทุนทั่วไป

งานวิจัยเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนข้อเท็จจริงในระดับสากล แต่ยังตั้งคำถามสำคัญว่า “คะแนน ESG” ซึ่งหลายคนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน สามารถสะท้อนความยั่งยืนของธุรกิจและผลตอบแทนในระยะยาวได้จริงหรือไม่ แม้แนวคิด ESG จะมีรากฐานจากความพยายามในการสร้างโลกที่ดีขึ้น ผ่านการสนับสนุนบริษัทที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่หากถูกนำมาใช้โดยขาดความเข้าใจ หรือกลายเป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ ก็อาจกลายเป็นกับดักที่บั่นทอนความมั่นใจของนักลงทุน และบิดเบือนกลไกตลาดทุนโดยไม่รู้ตัว

ในประเด็นนี้ งานวิจัยโดย Edmans A., 2022, The End of ESG, Financial Management เสนอแนวคิดว่า ESG ไม่ควรถูกยกให้เป็น “หมวดหมู่พิเศษ” ในการลงทุน เพราะในความเป็นจริง การบริหารจัดการที่ดีในด้านเหล่านี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่สะท้อนความสามารถของบริษัทในการสร้างมูลค่า เช่นเดียวกับวัฒนธรรมองค์กร นวัตกรรม หรือคุณภาพของผู้บริหาร หากบริษัทหรือผู้ลงทุนจดจ่ออยู่กับการ “ทำเพื่อได้คะแนน ESG” มากเกินไป อาจหลงลืมสาระสำคัญของความยั่งยืนที่แท้จริง

ประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านการผลักดันของภาครัฐในการส่งเสริมกองทุน Thai ESG ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่ปี 2566 เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไรก็ตาม ความนิยมในกองทุนดังกล่าวยังอยู่ในระดับจำกัด เมื่อเทียบกับกองทุน LTF ในอดีต ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนและผลตอบแทน

Advertisement

ในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ รัฐบาลเตรียมเปิดตัวกองทุนใหม่ชื่อว่า Thai ESGX ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษเพื่อจูงใจนักลงทุน และช่วยประคองตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในภาวะอ่อนไหว ด้วยภาพลักษณ์ของความ “ยั่งยืน” ที่จับต้องได้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ก่อนที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อกองทุน Thai ESGX ด้วยความคาดหวังว่า “ทำดีแล้วจะได้ผลตอบแทนดี” คำถามที่ควรพิจารณาคือ คะแนน ESG ที่ใช้ในการจัดอันดับบริษัทเหล่านี้ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด? งานวิจัยของ Alves et al., 2025, Drawing Up the Bill: Are ESG Ratings Related to Stock Returns Around the World?, Journal of Corporate Finance ซึ่งใช้ข้อมูลจากหุ้นกว่า 16,000 ตัวใน 48 ประเทศ ช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา และใช้คะแนน ESG จาก 7 บริษัทจัดอันดับที่เป็นที่ยอมรับ พบว่า “ไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างคะแนน ESG กับผลตอบแทนของหุ้น” ไม่ว่าจะแยกตามภูมิภาค ช่วงเวลา หรือกลยุทธ์การลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น งานศึกษาของ Berg et al., 2022, Aggregate Confusion: The Divergence of ESG Ratings, Review of Finance ยังพบว่า “คะแนน ESG ของบริษัทเดียวกันอาจแตกต่างกันมากระหว่างผู้จัดอันดับแต่ละราย” สาเหตุหลักมาจากความแตกต่างในวิธีวัดผล ขอบเขตของเกณฑ์ และน้ำหนักที่ให้แต่ละปัจจัย จนนำไปสู่ความสับสนจากคะแนนที่ไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ทั้งนักลงทุนและบริษัทไม่สามารถใช้คะแนน ESG เป็นแนวทางที่ชัดเจนในการปรับปรุงหรือตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ประเทศไทยจะมีการจัดทำคะแนน ESG สำหรับบริษัทจดทะเบียน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในปี 2568 จะเป็นปีสุดท้าย ก่อนเปลี่ยนไปใช้ FTSE Russell ESG Scores ที่ถือว่ามีมาตรฐานระดับโลก แต่คำถามที่ยังต้องคิดต่อคือ ระบบการประเมินเหล่านี้ สะท้อน “คุณค่าทางธุรกิจ” ที่นักลงทุนไทยคาดหวังไว้จริงหรือไม่ เพราะแม้จะใช้เกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากล แต่หากแหล่งประเมินแต่ละแห่งยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน ความน่าเชื่อถือในการใช้งานเชิงเปรียบเทียบก็ยังน่ากังวล

สิ่งที่บทความนี้อยากชวนคิดจึงไม่ใช่การปฏิเสธ ESG แต่คือการใช้ ESG อย่างเข้าใจ ไม่ใช่ยึดติดกับคะแนนหรือดัชนีแบบผิวเผิน นักลงทุนควรใช้คะแนน ESG เป็นเพียง “จุดตั้งต้นของคำถาม” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย คำถามสำคัญที่อาจต้องถามก่อนลงทุนในกองทุน Thai ESG คือ “เรากำลังลงทุนในธุรกิจที่มีคุณค่าแท้จริง ยั่งยืน หรือแค่บริษัทที่ได้คะแนนดี?”

กลับมาที่ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังคงถูกกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ แต่ผมประเมินว่า ระดับ Valuation ของตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลง มาอยู่ในจุดที่ “สะท้อนความกังวลทางเศรษฐกิจไปมากพอสมควรแล้ว” ทั้งในมุมของ Cyclically Adjusted PE (CAPE) และ PBV ต่างอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะ PBV ที่ลงมาใกล้ระดับ 1.0 เท่า

ขณะเดียวกัน มาตรการจากภาครัฐที่จะทยอยมีผลบังคับใช้ในช่วง พ.ค.-มิ.ย.นี้ เช่น การควบคุม High Frequency Trading (HFT), การจำกัด Short Selling เฉพาะหุ้นในดัชนี SET100, รวมถึงโครงการ Jump+ ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปกลางปีนี้ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งช่วยเสริมแรงสนับสนุนอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น การเปิดขายกองทุน Thai ESGX ในเดือนพฤษภาคมนี้ จึงอาจเป็นจังหวะลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในบริบทที่ระดับ Valuation ของตลาดไทยอยู่ในจุดที่ “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่สะท้อนไปแล้วพอสมควร