นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวในระหว่างร่วมงานสัมมนา “Innovative investment หุ้น Growth Engines ยุค 4.0” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ กรุงไทย-แอกซ่า ว่า ประเมินว่าในไตรมาสที่ 2/2560 ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นโดยมองว่าดัชนีจะวิ่งอยู่ในกรอบบนที่ 1,600-1,650 จุด กลุ่มหุ้นที่จะปรับตัวได้แรงคือกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ รับการไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะเม็ดเงินที่ผิดหวังหรือต้องการลดความเสี่ยงจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับขึ้นมามาก หลังพบว่านโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์อาจไม่ได้สำเร็จทั้งหมด เห็นได้จากกฎหมายสุขภาพไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งตลาดการเงิน และตราสารหนี้รับรู้ข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ไปหมดแล้ว โดยคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนมิถุนายนและธันวาคม ทำให้ตลาดการเงินโลกโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ผ่อนคลาย ในไตรมาสนี้จะได้เห็นการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วงปลายไตรมาส 1/2560 ก็เริ่มเห็นเงินเข้ามาบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในไตรมาสที่ 2/2560 ยังเป็นการเล่นรอบสั้นๆ เท่านั้น กลุ่มหุ้นที่คาดว่ากำไรบริษัทในไตรมาสที่ 1/2560 จะออกมาดีและต่อเนื่องไปในไตรมาสที่ 2 คือกลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น ส่งออก และท่องเที่ยวน่าจะดีขึ้น แต่หากต้องการลงทุนระยะยาวแนะนำให้ลงทุนหุ้นที่มีกำไรดีกว่าตลาด ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าตลาดจะปรับขึ้นได้ 8% ดังนั้น ควรลงทุนในหุ้นที่มีกำไรโตประมาณ 15% เช่น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สหกลอิควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขณะที่หุ้นปันผลยังไม่สนใจมากนัก แต่หากต้องการลงทุนแนะนำให้ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่จ่ายปันผลตั้งแต่ 5% ขึ้นไป เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มปรับขึ้นแล้ว
ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองว่าในไตรมาสที่ 2/2560 ตลาดหุ้นจะมีลักษณะเช่นเดียวกับไตรมาสที่ 1 คือ แกว่งตัวขึ้นไม่เกิน 1,619 จุด และจะปรับลงไม่เกิน 1,530 จุด แต่ในกรณีที่มีกระแสเงินไหลเข้าไทยมีโอกาสได้เห็นดัชนีที่ 1,649 จุด จากสิ่นไตรมาส 1/2560 ที่คาดว่าดัชนีจะปิดที่ 1,575 จุด สำหรับภาพรวมไตรมาสที่ 1/2560 ที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นประมาณ 2% แต่พอร์ตนักลงทุนชนะตลาดน้อยเพราะหุ้นขึ้นเป็นรายตัว หากลงทุนผิดตัวมีโอกาสขาดทุนเช่นกัน ขณะที่หุ้นใหญ่บางตัวก็ปรับลดลง ตลาดค่อนข้างลงทุนยาก แต่ไตรมาสที่ 2 หลายอย่างจะดีขึ้น
“ไตรมาสที่ 2 กระแสเงินอยู่ในจุดเปลี่ยนถ่าย เดิมตลาดกังวลเรื่องทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอยู่ในขาแข็งค่ากดดันจิตวิทยาการลงทุน ที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ต้นปี 2558 แต่พบว่าเฟดไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว จากนั้นตลาดก็เก็งกำไรเรื่องนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ปรากฎว่านโยบายกลับมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดรับรู้เรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปหมดแล้ว ทั้งหมดนี้จึงทำให้ตลาดเอเชียกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง” นานกรภัทรกล่าว

