หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนเร่งส่งอ...

เอกชนเร่งส่งออกก่อนเส้นตาย 90 วันขึ้นภาษีสหรัฐ จี้รัฐต้องรู้ตัวเลขแท้จริงจีนสวมสิทธิส่งออกไทย

20.04.25 | 13:28 น.

เอกชนเร่งส่งออกเพิ่มกำลังผลิตก่อนเส้นตาย 90 วันขึ้นภาษี รัฐต้องรู้ตัวเลขแท้จริงจีนสวมสิทธิส่งออกไทยเท่าไร? เปิดเสรีภาคบริการตามข้อเรียกร้อง ผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์ ลดผูกขาด เพิ่มแข่งขัน
รัฐบาลทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมเรือจีน เพิ่มโอกาสอุตสาหกรรมต่อเรือในสหรัฐฯและธุรกิจเดินเรือเอเชีย 

เมื่อวันที่ 20 เมษายน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปริมาณและมูลค่าการค้าโลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวติดลบจากสงครามกำแพงภาษีนำเข้า การหดตัวของมูลค่าการค้าโลกในปีนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีตอบโต้ทางการค้ามากที่สุด หากไม่มีสงครามการค้าในปีนี้ มูลค่าการค้าโลกจะขยายตัวได้ 2.7% ตามการคาดการณ์ขององค์การค้าโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการขยายของภาคส่งออกไทยในไตรมาสสองจะขยายตัวเป็นบวกจากการเร่งการส่งออกก่อนมาตรการภาษีตอบโต้จะมีผลในอีก 90 วันข้างหน้า การเร่งส่งออกในช่วงนี้ทำให้มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มีออเดอร์เพิ่ม 2-3 เท่า สินค้าส่งออกไทยส่วนหนึ่งจะไปทดแทนสินค้าจีนที่โดนภาษีในอัตราสูงถึง 145% อย่างไรก็ตาม การขยายกำลังการผลิตของโรงงานบางส่วนอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกัน สินค้าส่งออกไทยได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาทในช่วงนี้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาด้อยลง ประกอบกับผู้นำเข้าสหรัฐกดราคารับซื้อสินค้าไทยจากความไม่แน่นอนของภาษีนำเข้า และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว

เรือสินค้าเดินทางจากไทยไปท่าเรือชายฝั่งตะวันออกสหรัฐใช้เวลาเดินทาง 35-40 วัน ฉะนั้น ผู้ประกอบการส่งออกไทยที่ไม่ต้องการถูกเก็บภาษี 10% ต้องเอาสินค้าขึ้นเรือโดยเร็วและสินค้าต้องถึงสหรัฐก่อน 27 พฤษภาคม แม้สินค้าจะยังไม่โดนกำแพงภาษีแต่จะเผชิญกับการถูกกดราคาจากผู้นำเข้าในสหรัฐอย่างแน่นอน อีกทั้งข้อมูลสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องรู้ก่อนไปเจรจาต่อรองทางการค้ากับสหรัฐ คือ ยอดตัวเลขส่งออกของไทยที่จีนสวมสิทธิส่งออกไปสหรัฐเป็นเท่าไหร่กันแน่??? การไม่มีข้อมูลแน่ชัดเรื่องการสวมสิทธิของจีนในภาคส่งออกไทยย่อมเสียเปรียบในการเจรจากับสหรัฐ และการสวมสิทธิเหล่านี้ไม่น่าจะน้อย ดูจากมูลค่าส่งออกที่เพิ่มสูงมากในช่วงที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับตัวเลขการผลิตเพื่อการส่งออก เท่ากับว่าการส่งออกจากไทยบางส่วนเป็นเพียงทางผ่านของสินค้าจีนเท่านั้น

ส่วนข้อเรียกร้องของสหรัฐให้ไทยเปิดเสรีภาคการเงินและประกันภัย ภาคโทรคมนาคมและภาคบริการอื่นๆ เพิ่มเติมนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและผู้ใช้บริการชาวไทย รัฐบาลไทยควรตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวและนำไปเป็นประเด็นในการต่อรองกับสหรัฐได้ การเปิดเสรีภาคบริการจะทำให้อำนาจผูกขาดในธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้ลดลงในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพิ่มการแข่งขัน ค่าบริการถูกลงและประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทย ณ ขณะนี้ การเปิดเสรีจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และอาจไม่ใช่ประเด็นที่รัฐไทยจะนำไปต่อรองกับกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐก็ได้

Advertisement

ขณะนี้รัฐบาลทรัมป์ประกาศจะเก็บค่าธรรมเนียมเรือสินค้าของจีน การเก็บค่าธรรมเนียมอาจกระทบกับสินค้าไทยที่ใช้บริการเรือของจีนในการขนส่งสินค้า ขณะที่เพิ่มโอกาสอุตสาหกรรมต่อเรือในสหรัฐและธุรกิจเดินเรือของชาติอื่นในเอเชีย ท่ามกลางสงครามการค้าสหรัฐ-จีน การย้ายฐานการผลิตของบรรษัทข้ามชาติที่ใช้จีนเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกจะเกิดขึ้น ไทยต้องช่วงชิงโอกาสจากการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่นี้เช่นเดียวกับที่เคยมีการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่หลังข้อตกลง Plaza Accord ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น การตอบโต้กำแพงภาษีระหว่างสหรัฐกับจีนที่ระดับ 125% ต่อ 145% ย่อมทำให้การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอาจหยุดชะงักลงได้ สร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลก เงินเฟ้อและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น จึงเริ่มมีการส่งสัญญาณจากสหรัฐในการหยุดเพิ่มกำแพงภาษีเพิ่มเติม มีความเป็นไปได้มากขึ้นในการทบทวนการปรับขึ้นกำแพงภาษีต่อจีน หากไทยวางตัวเหมาะในสมรภูมินี้และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง จะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดึงดูดทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนวัตกรรมให้ก้าวหน้าได้ โดยเฉพาะการมียุทธศาสตร์และแผนงานชัดเจนในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความสามารถ ที่อาจย้ายออกนอกสหรัฐ อย่างน้อยในช่วงสี่ปีที่รัฐบาลทรัมป์บริหารประเทศแบบไม่เป็นมิตรต่อชาวต่างชาติมากนัก และยังมีสไตล์การบริหารประเทศแบบอำนาจนิยม

สงครามกำแพงภาษีทำเทคโนโลยีเกิดใหม่ชะงัก นวัตกรรมและเทคโนโลยีแบ่งออกเป็นสองค่ายชัดเจน แทนที่จะหลอมรวมกันเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ภาวะดังกล่าวจะกระทบสตาร์ตอัพและกองทุนร่วมเสี่ยง VC รุนแรง ความผันผวนนี้ผลักดันให้ กองทุนร่วมเสี่ยง VC ต้องกระจายความเสี่ยงออกจากจีนและสหรัฐมากขึ้น หากอาเซียนสามารถวางยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ดีพอและสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม ก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินและความร่วมมือจากทั้งจีนและสหรัฐได้ สร้างโอกาสมหาศาลให้กับสตาร์ตอัพ (startups) และ VC ในภูมิภาคได้เช่นเดียวกัน ความพยายาม Re-shoring อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ของสหรัฐ พร้อมกับการทุ่มลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดจน นโยบายฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตดั้งเดิมในเขตพื้นที่ตอนกลางของประเทศ อาจทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสหรัฐ และลดโอกาสของกองทุนร่วมเสี่ยง VC ในการลงทุนสตาร์ตอัพในไทย สตาร์ตอัพในไทยและอาเซียนต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและปัญหาการระดมทุนอย่างแน่นอน