ภัยธรรมชาติ…เปลี่ยนโฉมหน้าลงทุนอสังหาริมทรัพย์ – สินทรัพย์ดิจิทัล
นายวูการ์ อดิโกซาลอฟ ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ บิตเก็ต แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมาซึ่งทำให้เกิดการสั่นไหวไปทั่วประเทศไทย ว่า
กรณีดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงกันอีกครั้งในประเด็นความเปราะบางของการลงทุนแบบดั้งเดิมและดิจิทัลที่มีต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกเหนือจากการสูญเสียชีวิตโดยตรงแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นรอยร้าวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอีกด้วย ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของสินทรัพย์แบบกระจายศูนย์ในฐานะเครื่องมือ Hedge ที่เป็นไปได้ต่อความเสี่ยงในโลกความเป็นจริง
ผลที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวทำให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยในประเทศไทยกลับทิศอย่างฉับพลัน ตึกสูงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับชีวิตในเมือง วันนี้กลับต้องเผชิญกับข้อกังขาจากการที่ผู้ซื้อหันไปหาตึกเตี้ยหรือบ้านเดี่ยวมากกว่าเพราะมองว่าปลอดภัยกว่า รายงานระบุว่าความต้องการอสังหาริมทรัพย์ประเภทดังกล่าวในกรุงเทพฯ พุ่ง 24%
โดยผู้พัฒนาและซัพพลายเออร์วัสดุต่างพากันดิ้นรนเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในขณะเดียวกัน อาคารเก่าต่างๆ ก็กำลังได้รับการปรับปรุง เช่น การติดตั้งแผ่นป้องกันแผ่นดินไหวและฐานรากที่เสริมแรง เนื่องจากสิ่งที่รับรองความปลอดภัยนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด
การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบก็เร่งการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน ประเทศไทยได้ขยายเขตพื้นที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว โดยบังคับใช้กฎหมายการก่อสร้างที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนของอาคารสูงพุ่งสูงขึ้นถึง 18% ได้ ส่วนผลกระทบทางการเงินเป็นระลอกคลื่นนั้นก็ชัดเจน REIT ที่ผูกโยงกับคอนโดมิเนียมในเมืองหล่นฮวบถึง 2 หลัก
ในขณะที่หุ้นของบริษัทรับซ่อมบ้านก็ทะยานจากความต้องการในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย แม้แต่บริษัทประกันภัยเองก็ปรับตัวเช่นกัน โดยนำนโยบายอิงพารามิเตอร์ที่จ่ายเงินตามข้อมูลแผ่นดินไหวมาใช้แทนการประเมินความเสียหายแบบยืดเยื้อ
ในขณะที่สินทรัพย์ในโลกความเป็นจริงต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง สินทรัพย์ดิจิทัลก็ได้นำเสนอความแตกต่างที่น่าสนใจ เช่น โทเค็นอสังหาริมทรัพย์บนพื้นฐานบล็อกเชน ในทางทฤษฎีจะแยกความเป็นเจ้าของออกจากความเสี่ยงตามสถานที่ แม้ว่าการนำไปใช้จริงในไทยยังคงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
นอกจากนี้ แผ่นดินไหวยังเน้นย้ำถึงบทบาทของคริปโตในการตอบสนองต่อวิกฤติด้วยเช่นกัน ในช่วงภัยพิบัติที่ผ่านมา เครือข่ายแบบกระจายศูนย์ช่วยให้การถ่ายโอนความช่วยเหลือรวดเร็วขึ้นเมื่อระบบแบบดั้งเดิมเกิดปัญหา แผนการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติครั้งต่อไปของประเทศไทยอาจประกอบด้วยทะเบียนที่ดินบนเทคโนโลยีบล็อกเชนหรือกองทุนบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติได้หรือไม่ แม้โครงสร้างพื้นฐานจะยังไม่พร้อม แต่ก็มีผู้คนสนทนากันในประเด็นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกเหนือจากแผ่นดินไหวแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกหลายชั้น อุทกภัยในปี 2011 ก่อให้เกิดความเสียหาย 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าความผันผวนของสภาพอากาศทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในโลกความเป็นจริงนั้นลดลงได้อย่างไร
โดยตลาดแบบดั้งเดิมตอบสนองด้วยเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้นและการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดยิ่งขึ้น แต่สินทรัพย์ดิจิทัลทำงานภายใต้กฎเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป เช่น Smart Contract สามารถทำให้การจ่ายเงินหากเจอเหตุการณ์หยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศนั้นเป็นไปได้โดยอัตโนมัติโดยไม่เกิดความล่าช้าอันเนื่องมาจากขั้นตอนราชการ
แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่ ความผันผวนและความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแลของคริปโตก็ได้ทำให้ความน่าดึงดูดใจนั้นลดลงในฐานะการเป็น Hedge ที่มั่นคง ขณะที่ความเป็นรูปธรรมของอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงเป็นจุดยึดทางจิตวิทยาของนักลงทุนในระยะยาว
โดยความสมดุลอาจอยู่ที่โมเดลแบบไฮบริด นั่นคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านการ Tokenized โดยจับคู่กับประกันภัยที่รองรับด้วยบล็อกเชน แม้ว่านวัตกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยการกำกับดูแลและการพัฒนาให้ครบถ้วนทางเทคโนโลยีก็ตาม
ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่เพียงทดสอบโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังทดสอบภาวะวิกฤติในกระบวนทัศน์การลงทุนอีกด้วย แผ่นดินไหวในประเทศไทยได้พลิกโฉมความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์และนโยบายทางการเงินไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่จะสำรวจเจาะลึกให้มากขึ้นว่าระบบแบบกระจายศูนย์จะเข้ามาเป็นส่วนเสริมหรือพลิกโฉมตลาดดั้งเดิมในการตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างไรบ้าง
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือในโลกที่พื้นดินพลิกกลับได้ ทั้งพลิกจริงและในเชิงเปรียบเทียบ การกระจายความเสี่ยงนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ แต่เป็นการเอาตัวรอด การลงทุนครั้งต่อไปของไทยจะให้ความสำคัญกับอิฐ ไบต์ หรือทั้งคู่หรือไม่
คำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่าทั้ง 2 เซกเตอร์จะปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นได้รวดเร็วแค่ไหน

