นักการเงิน เผยสหรัฐทะเลาะจีนอัดกำแพงภาษีสูง เพิ่มความยากให้ ศก.ไทย แนะเร่งเจรจาหาประโยชน์ทั้งคู่
เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายวิโรจน์ ตั้งเจริญ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย เปิดเผยว่า การเจรจาด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ หลังจากสหรัฐเลื่อนนัดออกไปจากเดิมวันที่ 23 เมษายนนี้ มองว่าเป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์อย่างแท้จริง โดยข้อควรระมัดระวังหลักๆ ที่เพิ่มเข้ามาคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐต้องไม่กระทบกับจีนโดยตรง ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในส่วนของจีนเพิ่มเติมได้ เนื่องจากจีนได้ประกาศเตือนออกแนวขู่มาแล้วว่าจะดำเนินมาตรการเด็ดขาดต่อประเทศที่เจรจาสหรัฐแล้วกระทบการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้น เพราะสหรัฐมีศัตรูหลักเป็นจีน เมื่อจีนออกมาประกาศตั้งป้อมแบบนี้ก็ทำให้การเจรจายากขึ้น โจทย์ของประเทศไทยจึงยากกว่าเดิม เพราะไม่แน่ใจว่าผลของการเจรจาจะเป็นอย่างไร กระทบกับเศรษฐกิจไทยมากน้อยเท่าใดจากการค้าขายที่ยังไม่ปกติแบบนี้ โดยมองว่าไทยจะต้องใช้ทั้งนโยบายการค้าและการทูตประกอบกันเพื่อให้เห็นผลดีที่สุด
นายวิโรจน์กล่าวว่า ประเทศไทยต้องรู้โจทย์ที่ชัดเจนในการเจรจาร่วมกับสหรัฐก่อนว่าสหรัฐต้องการอะไร หากเป็นการซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น ไทยจะเพิ่มสินค้านำเข้าจากสหรัฐในหมวดใด จำนวนมากน้อยเท่าใด และประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ทำได้ตามความต้องการมากน้อยเท่าใด หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีผลกระทบกับสินค้าไทย หรือทำให้ต้นทุนสูงมากขึ้น เมื่อมีการนำสินค้าเหล่านี้เข้ามาเพิ่ม ส่วนนี้จะเป็นประโยชน์กับไทย เพราะเหมือนเป็นการย้ายสินค้าที่ต้องนำเข้าจากประเทศอื่นๆ มาเป็นนำเข้าจากสหรัฐแทน ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยากนัก รวมถึงมีผลประโยชน์ทั้งต่อไทยเองและตามความต้องการของสหรัฐด้วย รวมถึงไทยจะต้องหารือเรื่องการนำเข้าสินค้าของไทยในกรณีที่หากไทยลดภาษีในหมวดสินค้าบางรายการที่นำเข้าจากสหรัฐแล้ว จะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในหมวดสินค้าใดบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำมาประเมินผลประโยชน์ในองค์รวมได้ว่า ทั้งไทยและสหรัฐจะสามารถได้ประโยชน์ร่วมกันจริงหรือไม่
นายวิโรจน์กล่าวตอว่า ในด้านการลงทุนอย่างตลาดหุ้นไทย ประเมินผลกระทบไม่ได้เป็นวงกว้างมากขนาดนั้น เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยในภาพรวมรับรู้ข่าวไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 36-37% ในก่อนหน้านี้ รวมถึงประเทศอื่นทั่วโลกด้วย การลงทุนจึงต้องพิจารณาเป็นรายกลุ่ม หมวดหมู่ธุรกิจมากกว่า เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้บางเซกเตอร์อาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ตัวที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นหมวดที่มีการนำเข้าและส่งออกที่ต้องเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ ซึ่งต้องมาประเมินอีกครั้งว่าจะกระทบมากหรือน้อยอย่างไร
“การลงทุนในตอนนี้ พอร์ตที่ถือครองประเมินว่ายังไม่สามารถใส่อะไรเข้าไปเพิ่มเติมได้ ต้องรอดูว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร ถึงตอนนั้นจึงจะสามารถปรับพอร์ตอย่างจริงจังในการลงทุนต่อไปได้ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ ทำเพียงการตั้งสติหนักๆ เท่านั้น เพราะภาพของผลการเจรจาไม่รู้ว่าจะจบสวยหรือจบเห่กันแน่” นายวิโรจน์กล่าว

