หน้าแรก เศรษฐกิจ คลัง จ่ออัดเม...

คลัง จ่ออัดเม็ดเงิน 5 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือทรัมป์เอฟเฟ็กต์ กดจีดีพี 68 ไม่ถึง 1.8%

23.04.25 | 17:33 น.

คลัง จ่ออัดเม็ดเงิน 5 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือทรัมป์เอฟเฟ็กต์ กดจีดีพี 68 ไม่ถึง 1.8%

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดจีดีพีไทยปี 2568 จาก 2.9% เหลือ 1.8% ว่ามองว่าเป็นการประเมินเบื้องต้น ซึ่งของจริงยังไม่รู้ว่าลดเท่าไร แต่ไม่น่าถึงขนาดนั้น เพราะสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ยอมรับว่าอาจมีผลกระทบบ้าง ซึ่งรัฐบาลมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการมาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจ ชดเชยส่วนจีดีพีที่จะลดลงไป เพื่อรักษาให้เติบโตได้ในระดับเดิมได้

นายพิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อน ซึ่งส่วนตัวมองว่าน่าจะต้องใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะโฟกัสไปเรื่องในประเทศ ซึ่งจะดูทั้งการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ตลอดจนซอฟต์โลน ส่วนที่มาของแหล่งเงินจะต้องดูเพราะมีหลายทาง โดยขณะนี้ก็ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภาพัฒน์รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด

นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะนั้น ไม่อยากให้มองเรื่องหนี้ เพราะหลายประเทศก็มีหนี้สูงกว่า แต่สิ่งสำคัญคือหากมีการใช้เงินมาใช้ทำอะไรซึ่งถ้าสามารถทำให้ขนาดเศรษฐกิจเติบโตขยายตัวได้กว่าเดิมก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีปรับลดลงได้

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ตอนนี้ฐานะการคลังไทยยังเข้มแข็ง ส่วนที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่กว่า 5 แสนล้านบาท ปีนี้นั้น ก็ต้องดูว่าจะเข้ามาทำในส่วนไหน ซึ่งมองว่าเรื่องการกระตุ้นการบริโภคก็จะเกิดผลได้ไว แต่เรื่องการลงทุนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

Advertisement

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินที่มาตอนนี้ยังไม่สรุปว่าจะเป็นการกู้หรือไม่ เพราะสามารถทำได้จากหลายวิธีทั้งการเกลี่ยงบประมาณ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 150,000 ล้านบาท ที่มีเหลืออยู่ก็ต้องดู ตลอดจนสามารถนำเงินสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาปล่อยสินเชื่อเพื่อเติมเงินเข้าเศรษฐกิจได้อีกทาง ซึ่งหลังจากนี้จะต้องรอดูการสรุปโครงการซึ่งน่าจะมีความชัดเจนในเดือนหน้า ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหรือไม่

นายลวรณกล่าวว่า ส่วนการขยายเพดานหนี้เป็น 75-80% นั้นมองว่าเรื่องเพดานหนี้ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะหลายประเทศก็มีหนี้สูงถึง 80% หรือ 100% ก็ยังทำได้ แต่สิ่งสำคัญคือการกู้เงินมาจะมาทำอะไร รวมถึงดูเรื่องความสามารถในการชำระหนี้คืนด้วย ซึ่งหากรัฐเลือกกู้ 5 แสนล้าน ก็กระทบหนี้สาธารณะเพิ่ม 3% เศษ โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะเราอยู่ที่ 64.21%