ซีอีโอ LPN – นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” ทายาทคนที่สองของ “ชาญยุทธ ฉัตรพิริยะพันธ์” เจ้าของธุรกิจรีไซเคิลเศษโลหะ ที่ผันตัวเองเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 หลังจาก ปี 2566 ที่เข้ามาในฐานะนักลงทุน ผู้ถือหุ้น นับว่าเป็นซีอีโอหญิงคนแรกและอายุน้อยสุดของ LPN ด้วยวัย 38 ปี
“ดารณี” เล่าย้อนถึงการเข้ามาลงทุนใน LPN เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีเสน่ห์ มีความคลาสสิกในตัวเอง ทั้งในเรื่องการบริการหลังการขาย รวมถึงมีชื่อเสียงมายาวนานและเป็นแบรนด์ที่รู้จักของทุกคน โดยการเข้ามาลงทุนมีทั้งของครอบครัวและส่วนตัว โดยส่วนตัวสนใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมองว่าเป็นธุรกิจที่ท้าทาย แม้ว่าในปี 2568 ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับการผลักดันยอดขาย LPN ให้ได้ตามเป้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในช่วงขาลงก็ตาม
“ปีกว่าๆ ที่เข้ามา LPN อาจจะมีจุดอ่อนบ้างในบางจุด เราก็ต้องมาพัฒนาในหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องของคน หรือเรื่องอื่นๆ ให้การทำงานสอดคล้องกันให้ได้ ทั้งวิธีการทำงาน แผนการทำงาน การลดค่าใช้จ่าย การปรับให้เข้ากันของคนในองค์กรที่มีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ความตั้งใจคือ อยากพัฒนา LPN ให้ไปได้ไกล ไปถึงจุดหมายที่ตั้งเป้าเอาไว้ทั้งรายได้และกำไร โดยตั้งเป้าใน 5 ปี จะทำให้ LPN กลับมาอยู่ในระดับท็อป 10 มีรายได้ 14,000-15,000 ล้านบาท และมีกำไรอย่างน้อย 7% โชคดีเมื่อปีที่แล้วเราระบายสต๊อกไปได้เยอะ ทำให้รายได้สปีดขึ้นมา มียอดขาย 8,450 ล้านบาท และรายได้ 8,000 ล้านบาท เป็นรายได้อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 5,500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากธุรกิจบริการ”
สำหรับในปี 2568 ซีอีโอ LPN ประกาศเป้าหมายมียอดขาย 8,500 ล้านบาท และรายได้รวม 8,300 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสแรกที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดี สำหรับแนวทางการดำเนินการจะเน้นให้ความสำคัญกับการบริหารการเงิน รักษากระแสเงินสดปัจจุบันมีอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท รวมถึงลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้ในขณะนี้ LPN มีหนี้สินต่อทุนลดลงจาก 0.99 เท่า ลงมาอยู่ที่ 0.8 เท่า และในปีนี้เรื่องเงินยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ค่อยหนักใจมากนัก จากนั้นจะเน้นเดินหน้าการขายและระบายสต๊อกออกไปให้มากที่สุด ควบคู่สร้างรายได้จากหน่วยธุรกิจให้เช่าและการให้บริการ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด โดยปีนี้มียอดขายรอโอน 1,700 ล้านบาท
ปัจจุบัน LPN มีสต๊อกพร้อมขายคิดเป็นมูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีอยู่ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยเมื่อปีที่แล้วเร่งระบายสต๊อก สามารถปิดการขายได้ถึง 7 โครงการ ทำให้ลดภาระดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายโครงการและคืนหนี้ไปได้กว่า 2,000 ล้านบาท ทำให้เกิดความคล่องตัวขึ้นเยอะ อย่างไรก็ตามเราก็ยังมีการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ซึ่งปลายปีนี้มีโครงการจะแล้วเสร็จและมีสต๊อกเพิ่มจากโครงการที่อมตะและบ้านแนวราบ ขณะที่ในปี 2569 ยังคงมีสต๊อกใหม่เข้ามาเติมอีก ดังนั้นจึงทำให้รายได้เรายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าซื้อที่ดินเพิ่ม เพื่อรองรับการพัฒนาอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อให้ LPN ขึ้นเป็นท็อป 10 ของตลาด
“กลยุทธ์ปีนี้เราจะทำให้คนรับรู้ตัวแบรนด์ LPN ที่ดูวัยรุ่นขึ้นและเหมาะกับเจนในปัจจุบัน แม้ว่าจะสลัดภาพ LPN ให้เปลี่ยนไป แต่ความเชื่อใจยังเหมือนเดิม ทั้งเรื่องคุณภาพ ความคลาสสิก เป็นเรื่องแรกๆ ที่เราต้องทำ แต่ยังไม่ถึงขั้นรีแบรนด์ เปลี่ยนโลโก้ เป็นการปรับกลยุทธ์จากฟีดแบ๊กลูกค้าเราที่เด็กลงอายุ 28-35 ปี ส่วนใหญ่ จะซื้อเพื่อลงทุนและปล่อยเช่า ตลาดกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมากในช่วง 3 ปีนี้ เมื่อปีที่แล้วเติบโตกว่า 10% ซึ่งลูกค้าจะนิยมซื้อห้องราคา 2 ล้านบาทบวกลบ การที่ตลาดโตขึ้นมาก เนื่องจากปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อ ซึ่งปีนี้เราจะเน้นทำตลาดและการสื่อสารให้กับกลุ่มนักลงทุนที่เข้าใจเรื่องของความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากขึ้น รวมถึงขยายตลาดต่างชาติเพิ่ม เพราะปัจจุบันต่างชาติเข้ามาเช่าคอนโดอยู่อาศัยในไทยเยอะมาก และ LPN ติดท็อป 3 แบรนด์ในใจนักลงทุน โดยได้ยีลด์ 6% บวกลบ”
“ดารณี” ขยายความว่า ปัจจุบัน LPN มีคอนโดเป็นพอร์ตที่ทำตลาดเช่าประมาณ 1,400-1,500 ยูนิต กระจายอยู่ในหลายทำเลทั้งในกรุงเทพฯ รังสิต พระนั่งเกล้า พหลโยธิน 32 เพชรเกษม 98 พัทยา ชลบุรี ซึ่งแต่ละโครงการได้รับการตอบรับค่อนข้างดีมีอัตราการเช่ากว่า 90% ทุกโครงการ
อย่างโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1 ตอนนี้เราการันตียีลด์ 7% พร้อมผู้เช่า เป็นระยะเวลา 7 ปี โดยทำการขายรูปแบบนี้มา 2 ปีแล้ว ขณะนี้ยังมีกลุ่มนักลงทุนมาซื้อเพิ่ม เมื่อปีที่แล้วสามารถระบายสต๊อกไปได้กว่า 500 ล้านบาท และปีนี้ตั้งเป้าจะมีรายได้อีกกว่า 500 ล้านบาท และปิดการขายยูนิตที่เหลือประมาณ 1,000 ยูนิตภายใน 2 ปี จากทั้งโครงการมีทั้งหมดประมาณ 10,000 ยูนิต ซึ่งโมเดลการเช่ามีแผนจะต่อยอดกับโครงการใหม่ด้วยเช่นกัน สำหรับโครงการที่เป็นขนาดใหญ่ โดยจะพิจารณาเป็นรายโครงการ
สำหรับแผนการลงทุนใหม่ในปีนี้ ซีอีโอ LPN กล่าวว่า มีแผนเปิดตัว 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ บนทำเลถนนรามอินทรา และอ่อนนุช มูลค่ารวม 3,350 ล้านบาท และบ้านพักอาศัยระดับพรีเมียม 2 โครงการ บนทำเลถนนพระราม 5 และพุทธมณฑลสาย 4 มูลค่ารวม 2,650 ล้านบาท ซึ่งทุกโครงการให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงการให้รองรับการอยู่อาศัยของคนทุกวัย
นอกจากนี้ยังเตรียมปรับพอร์ตการลงทุนซื้อที่ดินที่เหมาะสำหรับการพัฒนาคอนโดมากขึ้น รับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ซื้อในปัจจุบันที่เน้นการเช่ามากกว่าการซื้อ ทำให้คอนโดยังเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อการลงทุน โดยสัดส่วนการเปิดคอนโดจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกันยังมีแผนจะนำบริษัทในเครือ บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP ที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสร้างรายได้ให้กับบริษัท ทั้งบริษัทบริหารจัดการโครงการ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับจากลูกค้าในการบริหารจัดการนิติบุคคลกว่า 260 โครงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว รอแค่ช่วงจังหวะที่เหมาะสมของตลาดเท่านั้น

