
เมื่อถึงช่วงหน้าร้อนในประเทศไทย หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมค่าไฟฟ้าจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเหมือนเดิม แต่เมื่อบิลค่าไฟมาถึงกลับต้องตกใจกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจนเกือบเป็นเท่าตัว สำหรับใครที่เคยประสบปัญหานี้ อาจจะได้ฟังการอธิบายเหตุผลว่าเกิดจากอากาศที่ร้อนจัดทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าโดยเฉพาะแอร์ พัดลม และตู้เย็น ต้องทำงานหนักมากกว่าปกติเพื่อเอาชนะความร้อนของอากาศภายนอกจึงกินไฟมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้ จากสิ่งที่เรียกว่า Cooling Degree Days (CDD) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดระดับความต้องการพลังงานสำหรับการทำความเย็นของอาคารบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน
CDD คืออะไร? และเกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าอย่างไร? CDD เป็นค่าที่ใช้วัดว่ามีความต้องการพลังงานในการทำความเย็นมากเพียงใดในแต่ละวัน ค่าดังกล่าวถูกคำนวณจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยของวันนั้นกับอุณหภูมิฐานที่กำหนดไว้ หากอุณหภูมิเฉลี่ยรายวันสูงกว่าค่านี้ ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจะถูกนับรวมเป็นค่า CDD ของวันนั้น ในขณะที่หากอุณหภูมิต่ำกว่าค่าอุณหภูมิฐานค่า CDD ก็จะเท่ากับศูนย์ตัวอย่างเช่น หากกำหนดใช้อุณหภูมิฐานเท่ากับ 25 องศาเซลเซียส หากวันปกติมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ค่า CDD ในวันนั้นจะเป็น 30-25 = 5 และถ้าช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 35 องศาเซลเซียส
ค่า CDD จะเท่ากับ 10 ซึ่งค่า CDD ที่แตกต่างกันจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการใช้พลังงานโดยชี้ให้เห็นว่า ฤดูร้อนนั้นมีแนวโน้มการใช้พลังงานสูงกว่าช่วงปกติมากกว่า 2 เท่า หรือหมายถึงว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้อยู่ในระดับที่สบาย ส่งผลให้การใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและค่าไฟพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย หากพิจารณาสถิติค่า CDD ของประเทศไทยนั้นพบว่า
ค่า CDD ของไทย (ที่อุณหภูมิฐานที่ 25 องศาเซลเซียส) เพิ่มขึ้นจากระดับ 2,000 CDD ในปี ค.ศ.1970 มาเป็นประมาณ 3,000 CDD ในปี ค.ศ.2020 แสดงให้เห็นว่าหากเราต้องใช้พลังงานทำความเย็นมากกว่าในอดีตกว่าร้อยละ 50 เลยทีเดียว ซึ่งเหตุผลหลักน่าจะมาจากผลกระทบจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี นอกจากปัจจัยการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิที่นับวันจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยากจะควบคุมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ เช่น ประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุณหภูมิทั้งภายในและนอกบริเวณบ้าน พฤติกรรมการใช้งานรวมถึงรูปแบบอัตราค่าไฟฟ้า ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่อาจจะสูงขึ้นในฤดูร้อนที่จะถึงนี้ จึงขอแนะนำวิธีการเตรียมพร้อมแก่ทุกท่านดังนี้
1.การเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง
การเลือกใช้ที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ โดยมีสัดส่วนการใช้พลังงานสูงกว่าร้อยละ 50 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตเมือง ซึ่งหากพิจารณาจากระดับประสิทธิภาพเครื่องปรับอากาศ (Seasonal Energy Efficiency Ratio; SEER) ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้กำหนดมาตรฐานไว้พบว่าถ้าเราใช้เครื่องปรับอากาศแบบ Fix-speed ในระดับเบอร์ 5 อยู่เดิม หากเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้มีมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานสูงขึ้น จะช่วยประหยัดพลังงานได้สูงสุดมากกว่าร้อยละ 44 เลยทีเดียว แม้ว่าเครื่องปรับอากาศที่มีระดับประสิทธิภาพพลังงานสูงจะมีราคาแพงกว่า แต่หากเครื่องปรับอากาศบางจุดที่การใช้งานมากจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

2.ตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม และล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ
การตั้งเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิต่ำเกินไป เช่น 18-22 องศาเซลเซียส จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น การตั้งอุณหภูมิให้สอดคล้องกับสภาวะสบายที่ 25-26 องศาเซลเซียส การปรับอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมอาจช่วยให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 20-40 นอกจากนี้การล้างแอร์เป็นประจำจะช่วยทำให้เครื่องปรับอากาศที่มีฝุ่นสะสมมาก มีค่าประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศลดลง การล้างแอร์ทุก 3-6 เดือน หรือก่อนเข้าช่วงฤดูร้อน จึงช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศได้มากอย่างคาดไม่ถึง
3.การทำให้อุณหภูมิทั้งภายในและภายนอกบ้านต่ำลง
การลดอุณหภูมิตัวบ้านและอาคารมีหลากหลายวิธี เช่น การติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่หลังคา ฟิล์มหรือม่านกันแสงที่หน้าต่างกระจก การติดตั้งระแนงบังแดดให้แก่ผนัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละวิธีจะช่วยลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ภายในเย็นลงและลดภาระของเครื่องปรับอากาศได้ นอกจากนี้ การทำให้สภาพภายนอกของรอบบ้านมีอุณหภูมิต่ำ เช่น การปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงากับบ้าน จะช่วยลดอุณหภูมิรอบบ้านและภายในบ้านได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลงได้เช่นกัน
4.ควบคุมการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่เปิดทิ้งไว้โดยไม่ใช้งาน เป็นตัวการเพิ่มค่าไฟโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมีทางเลือกในการใช้เทคโนโลยี IOT ที่มีราคาถูกลงมาก มาช่วยในการตั้งเวลาเปิดปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้เรามั่นใจว่าจะไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นได้อีกทาง
5.เลือกรูปแบบอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม
นอกจากวิธีการข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว ผู้ใช้ไฟฟ้ายังสามารถพิจารณาปรับมาใช้อัตรา TOU ได้ หากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้ามีความเหมาะสมโดยอัตรา TOU นั้น เป็นอัตราที่จะทำให้สามารถใช้ไฟฟ้าราคาถูกลงได้โดยจะเป็นอัตราถูกกว่าค่าไฟฟ้าปกติ ในช่วง Off-peak สำหรับวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 22.00-09.00 น. รวมถึงวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอดทั้งวัน และมีราคาแพงกว่าค่าไฟฟ้าปกติในช่วง Peak สำหรับวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 09.00-22.00 น. ดังนั้นหากท่านเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมากโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและมีการใช้ไฟฟ้าในวันทำงานอยู่ในช่วง Peak ไม่เกินร้อยละ 40 การเปลี่ยนเป็นอัตรา TOU จะทำให้ท่านสามารถประหยัดไฟฟ้าได้อย่างน้อยร้อยละ 10-15
อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นอาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของเราสูงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่จะหนักหน่วงขึ้นทุกปี แต่หากเรามีการเตรียมพร้อมรับมือเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ดูแลอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ และพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ที่เหมาะสม เพียงเท่านี้เราก็สามารถอยู่สบายได้ในฤดูร้อนโดยไม่ต้องกังวลกับค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นอีกต่อไป

