หน้าแรก เศรษฐกิจ มนพร จ่อชงครม...

มนพร จ่อชงครม. ‘กม.SEC’ ดัน แลนด์บริดจ์ ปีนี้ มั่นใจสงครามค้าสหรัฐฯ ไม่กระทบโครงการ

25.04.25 | 08:36 น.

‘มนพร’ เตรียมชง พรบ.SEC เข้า ครม. ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ปีนี้ มั่นใจสงครามค้าสหรัฐฯ ไม่กระทบโครงการ

นางมนพร เจริญศรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน โดยเน้นย้ำว่าการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ….. (พรบ. SEC) ที่อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

นางมนพร กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. SEC ครบทั้ง 4 จังหวัดแล้ว โดยสุราษฎร์ธานีเป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนี้ สนข. จะสรุปร่าง พ.ร.บ. SEC โดยนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาปรับปรุง และจะมีการประชุมสรุปอีกครั้งที่กรุงเทพฯ คาดว่าจะสามารถนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2568 และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมสมัยสามัญที่จะเปิดในวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 จากนั้นคาดการณ์ว่าจะผ่านวาระ 1, 2 และ 3 ในราวเดือนกันยายน 2568 และเสนอต่อวุฒิสภา ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณาอีกประมาณ 2 เดือน หรือภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 ร่างกฎหมายจะแล้วเสร็จและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อจัดตั้งสำนักงาน SEC และคณะกรรมการ SEC ภายในปลายปี 2568

Advertisement

นางมนพร กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้วางกรอบการดำเนินงานโครงการแลนด์บริดจ์ โดยคาดว่าจะร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนร่วมลงทุนแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2569 และคัดเลือกผู้ลงทุนได้ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากนั้นจะออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินและเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการในไตรมาส 2 ปี 2569 พร้อมลงนามสัญญากับเอกชน คาดการณ์ว่าการก่อสร้างระยะที่ 1 จะเริ่มในไตรมาส 3 ปี 2569 และแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2573

นอกจากนี้ นางมนพร กล่าวว่า กรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นความต้องการในการขนส่งที่ลดต้นทุน ทำให้สายการเดินเรือและภาคการลงทุนสนใจลงทุนในประเทศไทยที่มีทำเลที่ตั้งได้เปรียบ มั่นใจว่าโครงการจะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

ด้าน นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ทาง สนข. ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ. SEC มีความจำเป็น เพื่อรวมศูนย์หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติการลงทุนและออกใบอนุญาตต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยจะเป็นกฎหมายเฉพาะให้คณะกรรมการที่มีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีอำนาจอนุมัติหรืออนุญาตในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาในการขนส่งสินค้าระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทยประมาณ 3 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา และลดต้นทุนการขนส่งได้ประมาณ 15% ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าลดลง

นายปัญญา กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีท่าเรือขนส่งสินค้าไปยังฝั่งตะวันตก ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเป็นท่าเรือรองรับสินค้าที่ผลิตจากภาคใต้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าแทนการส่งออกวัตถุดิบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับการเปิดประมูล จะดำเนินการเป็นแพ็กเกจเดียว โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 4 ระยะ ซึ่งในระยะแรกจะมีการลงทุน 5 แสนล้านบาท ครอบคลุมทั้งท่าเรือ มอเตอร์เวย์ และรถไฟ คาดว่านักลงทุนหลายรายจะร่วมกันในรูปแบบกิจการร่วมค้า

เนื่องจากหากแยกประมูลและก่อสร้างไม่พร้อมกันจะไม่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ผ่านมามีนักลงทุนจากหลายประเทศแสดงความสนใจ เช่น ดูไบ เวิล์ด พอร์ต, จีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ และออสเตรเลีย

นายปัญญา ชูพานิช ยังกล่าวถึงผลการรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. SEC ผ่านเว็บไซต์กระทรวงคมนาคมและ สนข. ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นประมาณ 9,000 คน โดยกว่า 8,000 คนเห็นด้วยกับการพัฒนา พ.ร.บ. SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ ส่วนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมประมาณ 700 รายการ เช่น ข้อกังวลเรื่องการจ้างงานและการชดเชยผลกระทบนั้น สนข. ได้มีการศึกษาและเตรียมการรองรับไว้แล้ว

นายปัญญา กล่าวว่า ความก้าวหน้าล่าสุดของโครงการแลนด์บริดจ์คือการออกแบบด้านสิ่งแวดล้อมที่ใกล้แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออก พ.ร.บ. SEC ควบคู่ไปกับการจัดทำเอกสารประกวดราคา คาดว่าจะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอได้ในปีหน้า และได้ตัวเอกชนในปี 2569 ซึ่งการประมูลจะเป็นสัญญาเดียว ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งท่าเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ และรถไฟ

นายปัญญา กล่าวว่า เอกชนสามารถร่วมกลุ่มในรูปแบบกิจการร่วมค้าเพื่อเข้าร่วมประมูล โดยเบื้องต้นคาดการณ์มูลค่าการลงทุนระยะที่ 1 ประมาณ 5 แสนล้านบาท จากผลการศึกษาโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนรวม 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น โครงการท่าเรือฝั่งชุมพร 3 แสนล้านบาท, โครงการท่าเรือฝั่งระนอง 3.3 แสนล้านบาท, โครงการพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) 1.4 แสนล้านบาท และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ 2.2 แสนล้านบาท

นายปัญญา กล่าวว่า เหตุผลของการประมูลครั้งเดียวคือเพื่อบูรณาการให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้ประกอบการรายเดียวบริหารจัดการท่าเรือและเชื่อมต่อสินค้าไปยังรถไฟหรือมอเตอร์เวย์ได้ทันที จะทำให้การบริหารจัดการโครงการมีความคล่องตัว โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติร่วมทุนกับไทยได้โดยไม่จำกัดสัดส่วนการลงทุน

ทั้งนี้ นายปัญญา กล่าวว่า การเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการจะดำเนินการโดยรัฐบาล ที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐและคนไทย ไม่ได้มีการยกให้ใคร ไม่ได้เป็นการ ‘ขายชาติ‘ ตามที่มีกระแสบอก เพียงแต่เปิดประมูลให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่ที่เหลือจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนกลุ่มอื่นเข้ามาตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ 4 จังหวัด โดยมองโอกาสในสินค้าเกษตรและประมง ซึ่งจะช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมและส่งออกให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยการลงทุนนี้ไม่จำกัดเฉพาะนักลงทุนไทยหรือต่างชาติ แต่ต้องมีการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น