หน้าแรก เศรษฐกิจ เนสท์เล่ เดิน...

เนสท์เล่ เดินหน้าผลิต ‘เนสกาแฟ’ ในไทยต่อ หลังศาลฯ ยืนยันสิทธิ์การใช้แบรนด์

25.04.25 | 12:53 น.

เนสท์เล่ ยืนยันเดินหน้าผลิต ‘เนสกาแฟ’ ในไทยต่อ หลังศาลทรัพย์สินทางปัญญายืนยันสิทธิ์การใช้แบรนด์

หลังยุติสัมพันธ์ยาวนานกับ QCP และเผชิญข้อพิพาทด้านเครื่องหมายการค้า เนสท์เล่ ยืนยันกลับมาผลิตเนสกาแฟในไทยตามปกติ พร้อมเดินหน้าลงทุนและรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าทุกขั้นตอนโปร่งใส อยู่ภายใต้กฎหมาย และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

ล่าสุด ตัวแทนจาก บริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย เปิดเผยกับเครือมติชน ถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางธุรกิจกับพันธมิตรยาวนานหลายปี จนนำไปสู่การยุติสัญญากับ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ซึ่งเป็นผู้ผลิต “เนสกาแฟ” ในประเทศไทยมายาวนาน โดยมีผลสิ้นสุดการผลิตตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการสากล

ความสัมพันธ์จากมิตรแท้สู่คู่ความทางธุรกิจ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนหน้ายุติสัญญา เนสท์เล่ได้แจ้งล่วงหน้าแก่พันธมิตรหลัก “มหากิจศิริ” ถึงความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งพยายามเจรจาหาทางออกร่วมกัน แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ จึงเข้าสู่กระบวนการตามข้อกำหนดในสัญญา คือการพิจารณาโดยศาลอนุญาโตตุลาการสากล ซึ่งมีการสืบพยานและดำเนินกระบวนการทางกฎหมายมาโดยตลอด

เมื่อมีคำตัดสินจากศาล ฝ่ายมหากิจศิริได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งมีนบุรี เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทย ส่งผลให้การผลิตและจำหน่ายในประเทศต้องหยุดชะงักช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เนสท์เล่มองเห็นถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคและธุรกิจโดยรวม จึงยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กระทั่งศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 อนุญาตให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟได้ตามปกติ

Advertisement

ฟ้องยกเลิกกิจการ QCP ไม่ใช่ฟ้องล้มละลาย

เนสท์เล่ยังได้ดำเนินการฟ้องเพื่อยกเลิกกิจการ QCP อย่างเป็นทางการ โดยชี้แจงว่าไม่ใช่การฟ้องล้มละลาย แต่เป็นการฟ้องเพื่อเลิกกิจการอย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึง อาคาร เครื่องจักร และเงินสดจำนวนหลายพันล้านบาทภายใต้บริษัท QCP

แม้จะมีความขัดแย้ง แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงพยายามหาทางเดินร่วมกัน โดยมีการพูดคุยถึงออปชั่นในการซื้อหุ้น หรือเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือใหม่จาก “การจ้างผลิต” ไปสู่โมเดลธุรกิจรูปแบบอื่น อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปที่พึงพอใจร่วมกันได้ จึงนำไปสู่การตัดสินใจยุติสัญญา ทั้งนี้ สัญญาทางธุรกิจระหว่างเนสท์เล่และมหากิจศิริภายใต้ QCP เป็นสัญญาที่ต่ออายุทุก 12 ปี ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่ยาวนานและแน่นแฟ้น ก่อนจะสิ้นสุดลงในครั้งนี้

โรงงานหยุดผลิต หันนำเข้า-จ้างผลิตใหม่ชั่วคราว

หลังยุติสัญญา โรงงานของ QCP จึงไม่มีคำสั่งผลิตจากเนสท์เล่อีกต่อไป ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิตเนสกาแฟทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบจากการขาดตลาด เนสท์เล่จึงหันไปจ้างผู้ผลิตรายอื่นภายในประเทศ รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นการชั่วคราว ทั้งจากเวียดนาม มาเลเซีย และโรงงานในเครืออื่นๆ แหล่งผลิตปัจจุบัน ได้แก่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท เบญจพันธ์พงศ์ จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ เวียดนาม จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ แมนนิวแฟคเชอริ่ง (มาเลเซีย) และบริษัท โตโย ไซกัน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

“ตอนนี้การนำเข้าสินค้าเนสกาแฟมีสัดส่วนมากกว่าการผลิตในประเทศ เพราะเจ้าเดิมไม่สามารถผลิตได้ แต่ยืนยันว่าเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และยืนยันยังคงจะผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย” ตัวแทนเนสท์เล่กล่าว

เดินหน้าลงทุนในประเทศ – รับซื้อเมล็ดกาแฟต่อเนื่อง

แม้จะเกิดความไม่แน่นอนในกระบวนการผลิต แต่เนสท์เล่ยืนยันความตั้งใจในการลงทุนผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป และย้ำว่าจะยังรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยเช่นเดิม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งเนสท์เล่เป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นกว่า 50% ของตลาด

ปัจจุบัน ตลาดกาแฟปรุงสำเร็จและกาแฟ 3 in 1 มีมูลค่ารวมประมาณ 23,000 ล้านบาท (ระหว่างเมษายน 2567-มีนาคม 2568) โดยเนสกาแฟถือเป็นแบรนด์ผู้นำตลาด และเป็นสินค้าที่ทำรายได้สูงสุดในพอร์ตของเนสท์เล่ หากสินค้าเนสกาแฟขาดตลาด จะส่งผลให้บริษัทสูญเสียยอดขายราว 70 ล้านบาทต่อวัน

ท่ามกลางกระแสข่าวที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตัวแทนจากเนสท์เล่ยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของการดำเนินการนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปตามคำตัดสินของศาลโดยเคร่งครัด

“เราให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลอย่างมาก เพราะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิตเซอร์แลนด์ การสื่อสารใดๆ กับสาธารณะจะต้องอยู่บนข้อเท็จจริง มีหลักฐานรองรับ และเป็นไปตามกฎหมาย”

ตัวแทนเนสท์เล่ยังย้ำว่า บริษัทไม่มีความประสงค์ที่จะตอบโต้หรือพาดพิงใครอย่างไม่เหมาะสม เพราะการบิดเบือนข้อมูลจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อทั้งบริษัทและภาพลักษณ์ของตลาด

“เรายินดีอย่างยิ่งที่สามารถกลับมาผลิตและจัดจำหน่ายเนสกาแฟในประเทศไทยได้ตามปกติ เพราะเราตระหนักดีถึงความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรที่เรารับซื้อเมล็ดกาแฟมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตโรบัสต้าทั้งประเทศ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย” ตัวแทนจากเนสท์เล่กล่าวต่อ

ในระหว่างที่คดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ บริษัทจะยังคงดูแลพันธมิตรทางธุรกิจ เกษตรกร และผู้บริโภคอย่างเต็มที่ พร้อมตั้งใจผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยเช่นเดิม
แม้เนสท์เล่จะได้รับอนุญาตให้กลับมาผลิตและจำหน่าย “เนสกาแฟ” ในประเทศไทยตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ แต่คดีข้อพิพาทกับตระกูลมหากิจศิริยังไม่ถึงบทสรุป เมื่อคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่งมีนบุรียังมีผลอยู่ในปัจจุบัน

โดยศาลแพ่งได้นัดทั้งสองฝ่าย เข้าไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 20 มิถุนายน 2568 เพื่อฟังคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งมีนบุรีหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่า ไม่อยู่ในอำนาจ คดีก็จะถูกส่งต่อไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เพื่อดำเนินการต่อ แต่หากวินิจฉัยว่าอยู่ในอำนาจของศาลแพ่งมีนบุรี ศาลจะดำเนินการไต่สวนคำร้องของเนสท์เล่เพื่อ ขอเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทันที

ซึ่งคดีนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ท้ายที่สุดแล้วทิศทางธุรกิจของเนสกาแฟในไทยจะเดินไปในรูปแบบใด และความสัมพันธ์ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในวงการอาหารและเครื่องดื่มไทยจะจบลงเช่นไร แต่ตัวแทนเนสท์เล่ยืนยันว่า บริษัทจะเคารพคำตัดสินของศาล และยังคงดำเนินธุรกิจในไทยอย่างรับผิดชอบและโปร่งใส

เนสท์เล่ชี้แจงกรณีข้อพิพาทด้านเครื่องหมายการค้า ยืนยันดำเนินการผลิตในไทยต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

และเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาชี้แจงกรณีข้อพิพาทด้านเครื่องหมายการค้า ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยยืนยันว่าบริษัทเป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการโรงงานและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดด้วยตนเอง และข้อพิพาทดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการจัดหาสินค้าในประเทศไทยแต่อย่างใด

‘คดีที่ศาลแพ่งมีนบุรี เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับการละเมิด เราได้ยื่นคัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว และศาลทรัพย์สินทาง ปัญญาฯ ได้ตัดสินว่าเนสท์เล่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าเนสกาแฟ สามารถดำเนินการ ในการใช้เครื่องหมายการค้าและมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว เราจึงกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟตามปกติ‘

นอกจากนี้ การดำเนินงานด้านการผลิตในประเทศไทย ปัจจุบันมีโรงงานผลิตในไทย 8 แห่ง ซึ่งยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค แม้จะมีความจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าบางส่วนจากต่างประเทศ เนื่องจากกำลังการผลิต OEM ในประเทศไม่เพียงพอ โดยย้ำว่าเนสท์เล่มีความมุ่งมั่นในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจในประเทศไทยระยะยาว

โดยเนสท์เล่ยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบยั่งยืนมายาวนานกว่า 40 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟโรบัสต้าหลักของประเทศ โดยเนสท์เล่ได้จัดตั้งทีมเกษตรผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร ตั้งแต่การแจกกล้ากาแฟกว่า 4 ล้านต้นทั่วประเทศ ไปจนถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรผ่านมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เช่น มาตรฐาน 4C (Common Code for the Coffee Community)

“เรามีพันธกิจชัดเจนในการดูแลเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ซื้อผลผลิต แต่เราลงไปให้ความรู้ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำ การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย และการทำบัญชีฟาร์ม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น” ตัวแทนเนสท์เล่กล่าวเสริม

ในปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตเมล็ดกาแฟโรบัสต้าได้เพียง 5,900 ตันต่อปี (ข้อมูลปี 2567) จากเดิมที่เคยผลิตได้สูงถึง 17,000 ตันในปี 2558 ทำให้เกิดความจำเป็นในการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตามเทรนด์การบริโภคกาแฟทั่วโลก

“เราไม่ได้เพียงลงทุนด้านการผลิต แต่เราลงทุนทั้งสายพานการเกษตรอย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมทั้งย้ำถึงจุดยืนของตนในบทบาทของผู้ผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกในประเทศไทย” ตัวแทนเนสท์เล่กล่าวทิ้งท้าย