ทีดีอาร์ไอ ห่วงเขย่าครม.ฉุดความต่อเนื่องนโยบาย แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทนแจกเงิน
เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า กรณีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เริ่มมีความกังวลว่าจะเกิดขึ้นรวดเร็วนั้น ประเมินในหลักวิชาการเมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารองค์กร ต้องดูว่านโยบายที่ดำเนินการอยู่จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเท่าใด ซึ่งปกติแล้วหากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารมักทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องกับนโยบายที่ได้ดำเนินการอยู่ ถือเป็นเรื่องกังวลหลักหากมีการเปลี่ยนเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมาประเมินอีกครั้งว่า นโยบายที่ดำเนินการอยู่นั้นเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่ หากเป็นนโยบายที่ดีก็มองว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารงานต่อก็ตาม
นายนณริฏ กล่าวว่า ยกตัวอย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่วางแผนไว้ว่าจะออกมาในรูปแบบต่างๆ ส่วนนี้อาจต้องชะลอไปก่อน ซึ่งส่วนตัวไม่ได้สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้อยู่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวขนาดนั้น แม้มีการเติบโตลดลง แต่ยังสามารถเติบโตได้ ไม่ได้ติดลบเหมือนปีที่เกิดวิกฤตใหญ่ อาทิ วิกฤตต้มยำกุ้ง หรือการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ขณะนี้เป็นภาพของการโตต่ำลงจากเดิม แต่ยังสามารถเติบโตได้อยู่ จึงอยากให้รัฐบาลมองไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากกว่า
นายนณริฏ กล่าวว่า ปัญหาหลักของประเทศไทยในตอนนี้ เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง เพราะประชนเป็นหนี้สูง มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ความสามารถในการเลี้ยงปากท้องลดลง ส่วนภาคธุรกิจก็ประสบปัญหาภาระหนี้เช่นกัน ทั้งยังเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อได้ยากขึ้น หากปล่อยให้ปัญหาการเงินลากยาว จะเกิดปัญหาตามมา เพราะหนี้เสียหรือหนี้ไม่ก่อรายได้ (เอ็นพีแอล) จะสูงขึ้น ยิ่งมาเจอบรรยากาศเชิงลบที่สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอีก ยิ่งทำให้ค้าขายไม่สดใสอย่างที่ควร คนใช้ได้น้อยลง เพราะเงินในมือลดลง เม็ดเงินที่ควรหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจก็จะลดลงตาม สุดท้ายปัญหาที่หยั่งรากลึกลงไปในเชิงโครงสร้างก็จะรุนแรงกว่าเดิม รัฐบาลจึงได้มองการแก้ไขปัญหาในระยะกลางและยาวมากขึ้น
“เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงจากกำแพงภาษีสหรัฐ แม้ยืดเวลาออกไปก่อน แต่ยังไม่สิ้นสุดลง ทำให้รัฐบาลไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างรอบคอบ โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหาทางออก ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน โดยเฉพาะการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวกับประเทศไทย หรือโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งในแง่การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจรวม ควรมองไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาชั่วคราว ไม่ควรแก้ปัญหาระยะสั้น หรือกระตุ้นเศรษฐกิจแค่สั้นๆ เท่านั้น แต่ควรมองไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นายนณริฏ กล่าว

