เปิดความเห็นแย้งคดี ‘ไตรรัตน์’ ฟ้อง 4 กสทช.สกัดนั่งเลขาธิการ
แม้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะ “ยกฟ้อง” คดีรักษาการเลขาธิการกสทช. ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ฟ้องบอร์ด กสทช. 4 คน ผิดมาตรา 157 ไปแล้ว แต่ยังมีแง่มุมทางกฎหมายที่น่าสนใจและศึกษา จากรายงานบันทึกความเห็นแย้งโดยผู้พิพากษาอาวุโสที่พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายละเอียดของ “บันทึกความเห็นแย้ง” คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท 155/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท 64/2568 กรณีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการกสทช. ยื่นฟ้องกรรมการกสทช. 4 คน ประกอบด้วย พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ , ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต , รศ.ศุภัช ศุภชลาศัย และรศ.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ในฐานะจำเลยที่ 1-4 รวมถึง ผศ.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ อดีตรองเลขาธิการกสทช.(จำเลยที่ 5) ว่าร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีจำนวน 16 หน้า
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ตัดสิน “ยกฟ้อง” จำเลยทั้งหมดไปแล้ว แต่ปรากฎว่ามี ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่พิจารณาในสำนวน ได้ทำ “ความเห็นแย้ง” แนบท้ายคำพิพากษา เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1-4 ผิดตามมาตรา 157 มีความไม่โปร่งใส มีความจงใจให้โจทก์ออกจากตำแหน่งและได้รับความเสียหาย

บันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษาดังกล่าว สะท้อนประเด็นขั้นตอนการลงมติโดยคณะกรรมการกสทช. 4 คน เพื่อให้ตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย” โจทก์ ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักดำเนินการทางวินัย
“คณะกรรมการกสทช. ต้องดำเนินการตามขั้นตอน กล่าวคือ เมื่อเมื่อมีการบรรจุระเบียบวาระ รายงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เรื่องที่โจกท์ถูกตั้งข้อสังเกต เข้าสู่ที่ประชุมแล้ว หากคณะกรรมการเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำของโจกท์อาจฝ่าฝืนกฎหมาย กรณียังไม่ทราบรายละเอียดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดชัดเจน ให้รายงานเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไว้ก่อน ต่อประธานกสทช. ผู้บังคับบัญชาโจทก์”
จากนั้น ภายหลังหากพบพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย กฎระเบียบคำสั่ง จึงจะเสนอให้ประธานกสทช.ตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนวินัย” และเมื่อประธานกสทช. มีคำสั่งประการใดแล้ว จึงนำเรื่องบรรจุเข้าวาระการประชุมคณะกรรมการกสทช. “ไม่ใช่การลงมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยโจทก์ โดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว”

ประเด็นต่อมา ก็คือการนำ ผลสอบของคณะอนุกรรมการฯ มาดำเนินการปลดนายไตรรัตน์จากตำแหน่ง บันทึกความเห็นแย้งพิพากษา เห็นว่า “ข้อเท็จจริงตามรายงานของคณะอนุกรรมการ ไม่มีลักษณะใดบ่งบอกว่าเป็นการกล่าวโทษโจทก์ แต่เห็นว่าเป็นเพียงข้อสังเกตมากกว่า”
พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1-4 บันทึกฯ เห็นว่า มีเป้าหมายเดียวกัน
“การกระทำของคณะกรรมการกสทช.เสียงข้างมากดังกล่าว ไม่โปร่งใส มีจุดมุ่งหมายเพียงให้โจทก์พ้นตำแหน่ง โดยอาศัยมติเสียงข้างมากแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ เพื่อใช้มติดังกล่าวเป็นเครื่องมือสนับสนันให้การดำเนินการของจำเลย 1-4 บรรลุวัตถุประสงค์เท่านั้น โดยมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นจากที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อตรวจสอบการทำงานโจทก์ จากนั้นกระบวนการสรรหาตัวบุคคลที่เข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการก็ไม่ได้ตั้งบุคคลเป็นกลางเป็นคณะกรรมการสรรหา แต่ดำเนินการโดยเสียงข้างมากเป็นผู้เจรจาทาบทามด้วยตัวเอง และบุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นสมัครพรรคพวกที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”
ในช่วงท้ายบันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาล ระบุว่า “แม้วิญญูชนโดยทั่วไปที่ได้รู้ได้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ก็สามารถพิจารณาวินิจฉัยได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-4 มีเจตนาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง สร้างความมัวหมองต่อหน้าที่การงาน ถูกตั้งคำถามจากสังคม เคลือบแคลงสงสัยถึงความซื่อสัตย์สุจริต”


