คลัง ร่วมประชุมธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ เตรียมพร้อมเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2569 ไอเอ็มเอฟคาดจีดีพีโลกปี68 ที่ 2.8%
เมื่อวันที่ 28 เมษายน นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2568 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
นายพรชัยกล่าวว่า โดย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมกับนางคริสตาลีนา จอร์เจวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าธนาคารกลางของประเทศในอาเซียน โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในหัวข้อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและการรับมือกำแพงภาษี

นายพรชัยกล่าวว่า ซึ่งนางคริสตาลีนา ได้ให้ความเห็นในประเด็นการรับมือกำแพงภาษีว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรสนับสนุนนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงของตลาดทุนและการค้าในภูมิภาคให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่ผันผวน ประเทศรายได้น้อยกำลังเผชิญการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วที่น้อยลงทำให้ประเทศรายได้น้อยจะต้องระดมทรัพยากรในประเทศให้สามารถมีรายได้ภาษีสูงกว่า 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ให้ได้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างยั่งยืน
นายพรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ นายเผ่าภูมิ ได้ประชุมหารือทวิภาคี ดังนี้ 1. นางคริสตาลีนา จอร์เจวา กรรมการจัดการไอเอ็มเอฟ เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในปี 2569 (เอเอ็ม 2026) โดยนางคริสตาลีนา ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม เอเอ็ม 2026 ได้

นายพรชัยกล่าวว่า 2.หารือ Ms. Mamta Murthi รองประธานธนาคารโลกด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และคณะผู้บริหารธนาคารโลก ในหัวข้อการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในรายงานเรือธง (Flagship Report) สำหรับประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม AM2026 3.ผู้แทนจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้แก่ เจ.พี. มอร์แกน มูดีส์และ เอส แอนด์พี ในหัวข้อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค การรับมือกำแพงภาษี และนโยบายการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทย
นายพรชัยกล่าวว่า 4.นาย Riccardo Puliti รองประธานบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี) ในหัวข้อบทบาทของไอเอฟซี ในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะและการเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทย และ 5.H.E. Gilles Roth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังราชรัฐลักเซมเบิร์ก ได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial hub) และสินทรัพย์ดิจิทัล

นายพรชัยกล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก (DC Plenary) ครั้งที่ 111 มีสาระสำคัญสรุปได้ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการเติบโตระยะกลางที่อ่อนแอ โดยไอเอ็มเอฟ คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.3% ในปี 2567 เหลือ 2.8% ในปี 2568 และฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 3% ในปี 2569 และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มลดลงทั่วโลก โดยการลดลงของอัตราเงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วจะเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนา
นายพรชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายเพื่อการรับมือและสร้างความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและความผันผวนในตลาดการเงิน ดังนี้ 1.ประเทศสมาชิกต้องดำเนินนโยบายเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ รองรับความผันผวนในอนาคต 2.ประเทศสมาชิกควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี สนับสนุนระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน 3.ธนาคารกลางควรรักษาความมั่นคงด้านราคาและเสถียรภาพทางการเงิน โดยหากความเสี่ยงเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ควรชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

นายพรชัยกล่าวว่า และ 4.ประเทศสมาชิกควรดำเนินนโยบายการคลังที่ยั่งยืน มุ่งเน้นการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้จ่ายที่ตรงจุดเพื่อสนับสนุนการพัฒนา 5.ประเทศสมาชิกควรผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรีและผู้สูงอายุ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี


