ปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (เอเอ็ม 2026)
ภายใต้การบริหารงานของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
แต่ด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย ประกอบกับเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากไฟสงครามการค้ารอบใหม่ ที่เกิดจากการขึ้นภาษีของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเวลานี้อยู่ในกระบวนการเจรจา แต่ก็ยังไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้
แต่กระบวนการเตรียมความพร้อมการจัดประชุมของไทยยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยมีเจ้าภาพหลักคือ กระทรวงการคลัง
โดยเมื่อวันที่ 21-24 เมษายน 2568 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
ผลการประชุมมีความน่าสนใจหลายประเด็น โดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้ข้อมูลว่า นายเผ่าภูมิได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมกับ นางคริสตาลีนา จอร์เจวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าธนาคารกลางของประเทศในอาเซียน
โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในหัวข้อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและการรับมือกำแพงภาษี
ในที่ประชุม นางคริสตาลีนายังได้ให้ความเห็นในประเด็นการรับมือกำแพงภาษีว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรสนับสนุนนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงของตลาดทุนและการค้าในภูมิภาคให้มากขึ้น และควรมีการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่ผันผวน
โดยประเทศรายได้น้อยกำลังเผชิญการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วที่น้อยลง ทำให้ประเทศรายได้น้อยจะต้องระดมทรัพยากรในประเทศให้สามารถมีรายได้ภาษีสูงกว่า 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ให้ได้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ นายเผ่าภูมิได้ประชุมหารือทวิภาคี ดังนี้ 1.นางคริสตาลีนา จอร์เจวา กรรมการจัดการไอเอ็มเอฟ เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในปี 2569 (เอเอ็ม 2026) โดยนางคริสตาลีนาได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม เอเอ็ม 2026 ได้
2.หารือ Ms.Mamta Murthi รองประธานธนาคารโลกด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และคณะผู้บริหารธนาคารโลก ในหัวข้อการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในรายงานเรือธง (Flagship Report) สำหรับประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม AM2026
3.ผู้แทนจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้แก่ เจ.พี. มอร์แกน มูดีส์ และเอสแอนด์พี ในหัวข้อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค การรับมือกำแพงภาษี และนโยบายการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทย
4.นาย Riccardo Puliti รองประธานบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี)ในหัวข้อบทบาทของไอเอฟซี ในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะและการเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทย และ 5.H.E. Gilles Roth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังราชรัฐลักเซมเบิร์ก ได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial hub) และสินทรัพย์ดิจิทัล
นอกจากนี้ มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก (DC Plenary) ครั้งที่ 111 มีสาระสำคัญสรุปได้ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการเติบโตระยะกลางที่อ่อนแอ
โดยไอเอ็มเอฟคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.3% ในปี 2567 เหลือ 2.8% ในปี 2568 และฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 3% ในปี 2569 และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มลดลงทั่วโลก โดยการลดลงของอัตราเงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วจะเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนา
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายเพื่อการรับมือและสร้างความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและความผันผวนในตลาดการเงิน ดังนี้
1.ประเทศสมาชิกต้องดำเนินนโยบายเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ รองรับความผันผวนในอนาคต
2.ประเทศสมาชิกควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี สนับสนุนระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน
3.ธนาคารกลางควรรักษาความมั่นคงด้านราคาและเสถียรภาพทางการเงิน โดยหากความเสี่ยงเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ควรชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
4.ประเทศสมาชิกควรดำเนินนโยบายการคลังที่ยั่งยืน มุ่งเน้นการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้จ่ายที่ตรงจุดเพื่อสนับสนุนการพัฒนา
5.ประเทศสมาชิกควรผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรีและผู้สูงอายุ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี
สำหรับ เอเอ็ม 2026 กำหนดเบื้องต้นเดือนตุลาคม 2569 บทบาทประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจะสมบูรณ์แบบแค่ไหน นับถอยหลังไปด้วยกัน!!

