ธปท. รับมอบทองคำจากศิษย์หลวงตามหาบัว เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนระหว่างประเทศ แต่ห้ามชะล่าใจ
เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธปท.มีทองคำในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ 13,129 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,373.3 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทองคำที่รับมอบเพิ่มเข้ามาจากคณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน รอบใหม่นี้แล้ว ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศ มีอยู่ 276 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปี 2541 ที่มีทุนสำรอง 23 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นมา 10 เท่าจากเดิม แต่มองว่าเรายังชะล่าใจไม่ได้ แม้ทุนสำรองจะมีมากกว่าปี 2540 อย่างชัดเจน แต่หากเทียบกับ 5-6 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แข็งแรงเท่าที่ควร สะท้อนจากฝั่งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โดยหากมองไปข้างหน้าก็ชัดเจนว่า พายุกำลังมา จากเรื่องสงครามการค้าที่เกิดขึ้น และเห็นแล้วว่ามาแน่นอน ช่วงนี้จึงมีความจำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องความมีเสถียรภาพมากที่สุด อุดรูรั่ว หันหน้าเข้าหากัน ทำงานเพื่อส่วนรวม และมีความสามัคคี
“การรับบริจาคทองคำเข้ามาถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะทองคำที่ได้มาจากหยาดเหงื่อของประชาชน ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ได้ดีมากนัก รายได้ไม่ได้โตอย่างที่ควร ค่าครองชีพสูง ราคาทองแพง แต่ประชาชนยังร่วมแรงร่วมใจบริจาคทองคำกว่า 10 กิโลกรัม ที่สำคัญคือ ทองคำ 10 กิโลกรัมนี้ ไม่ได้มาจากมหาเศรษฐี ไม่ได้มาจากพวกมั่งมี แต่มาจากบุคคลทั่วไป ธปท.ทราบซึ้งมาก โดยทองคำที่ตรวจมีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% แต่ความบริสุทธิ์ทางใจบวกเกินไปเป็น 100% โดยการบริจาคทองคำไม่เหมือนการบริจาคในแง่อื่น อาทิ สร้างศาลาวัด อาคารที่มีชื่อติด คนเห็นและยกย่องได้ แต่คนที่บริจาคทองคำทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและแรงศรัทธาจริงๆ เพราะชื่อผู้บริจาคไม่ได้มีบอกไว้ ทองคำจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ของ ธปท. เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มาก” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หน้าที่ของผู้ว่าการ ธปท. อยากให้ผู้บริจาคสบายใจในเรื่องความปลอดภัย เพราะทองคำไม่ใช่เฉพาะล็อตนี้ แต่เริ่มตั้งแต่แรกยังอยู่แบบครบถ้วน ไม่เคยหยิบออกมาใช้เลย ทองคำที่เก็บอยู่ใน ธปท.มีการจัดเก็บด้วยความปลอดภัย และตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จากคณะกรรมการผู้ดูแล ซึ่งได้เข้าไปสุ่มตรวจสอบด้วยเช่นกัน โดยในทุก 5 ปี มีการสุ่มตรวจสอบตัวทองคำอย่างละเอียด ว่ามีความบริสุทธิ์และครบถ้วนมากน้อยเท่าใด ซึ่งมีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย จึงอยากให้ความมั่นใจ และให้คำสัญญาว่า ทองคำที่ได้รับมาจากพลังศรัทธาทั้งหมดยังอยู่อย่างครบถ้วน
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ความปลอดภัยอีกด้านที่สำคัญคือ เกราะกฎหมายที่ปกป้องทองคำไว้ก็มีเช่นกัน ทั้งพ.ร.บ.ของธปท. และพ.ร.บ.เงินตรา ที่คอยช่วยปกป้องไว้อย่างเข้มข้น เทียบเคียงเป็นเหมือนเงินก้นถุงที่เตรียมไว้ ส่วนอะไรที่จะทำให้เกิดอันตรายหรือสุ่มเสี่ยงกับเงินทุนสำรองพิเศษนี้ คือ ตอนนี้แยกออกไว้เป็น 2 ส่วนตามกฎหมาย แต่หากมีการแก้กฎหมายเพื่อให้รวม 2 บัญชีไว้ด้วยกัน กรณีนี้จะเสี่ยงแน่นอน ซึ่งตอนนี้ก็พยายามดูแลไม่ให้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่า โอกาสที่จะเกิดความสุ่มเสี่ยงต่อทุนสำรองเงินตรา และเงินภายใต้โครงการผ้าป่าช่วยชาติจะถูกนำมาใช้หรือไม่
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ประโยชน์ของการบริจาคผ่านโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ต้องบอกว่ามีประโยชน์ในหลายด้าน เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพ โดยทองคำที่บริจาคเข้ามาอยู่ในบัญชีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศนั้น มีส่วนช่วยหนุนหลังธนบัตรที่ออกมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมั่นใจว่ามีของหนุนหลังมูลค่าอยู่ ความสำคัญคือ ไม่เช่นนั้นภาพอาจเป็นเวเนซุเอลา ที่เงินเฟ้อวิ่งขึ้นไปเป็น 100% หรือ 1,000% ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่เงินที่ออกมาไม่มีค่า เพราะทุกคนรู้ว่าไม่มีอะไรหนุนอยู่เบื้องหลัง และไม่มีอะไรห้ามไม่ให้รัฐบาลพิมพ์เงินออกมาเท่าใดก็ได้ ซึ่งถือเป็นการทำลายเสถียรภาพอย่างชัดเจน โดนการที่มีทุนสำรองเงินตรา ถือเป็นส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคา และธนบัตรที่พิมพ์ออกมามีคุณค่า
“ทองคำที่ได้รับมอบมาอยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศ ช่วยเรื่องเสถียรภาพระหว่างประเทศ เพราะมีตัวอย่างในต่างประเทศอยู่ว่า หากทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอ เสถียรภาพในด้านค่าเงินจะไม่มี ค่าเงินจะอ่อนค่าเรื่อยๆ อาทิ ลาว เพื่อนบ้านของไทยที่มีปัญหาเรื่องค่าเงิน สุดท้ายสินค้านำเข้าจะมีราคาแพงขึ้น การที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ จะสามารถสร้างเสถียรภาพในเรื่องนี้ได้ โดยการได้รับมอบทองคำมานั้น เป็นการส่งสัญญาณถึงความไว้วางใจกับธปท. ซึ่งความเป็นธนาคารกลาง ไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

