หน้าแรก เศรษฐกิจ สำรวจสถานภาพแ...

สำรวจสถานภาพแรงงานไทย ครัวเรือน จมหนี้ กว่า 4 แสนบาท

30.04.25 | 09:17 น.
แรงงานไทย

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับวันแรงงานไทย ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษาผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท สำรวจแรงงานทั่วประเทศ 1,250 ราย ระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน 2568

ซึ่งเป็นการสำรวจบนฐานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ที่มีการประชุมมาแล้ว 2 รอบ ในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากที่ประชุมมีความเห็นต่างกัน จึงให้จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมและจัดประชุมใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้

โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศเนื่องจากเกิด TradeWar ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หากขึ้นค่าแรงทั้งประเทศจะกระทบผู้ประกอบการจำนวนมากโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งในช่วงเมษายน 2567 ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ใน 10 จังหวัดนำร่องซึ่งเป็นเพียงบางเขตพื้นที่ และบางจังหวัดเท่านั้น ประกอบด้วย (กรุงเทพฯ (เขตปทุมวัน/วัฒนา) กระบี่ (เขต อ.อ่าวนาง) ชลบุรี (เขตพัทยา) เชียงใหม่ (เขตเทศบาลนครเชียงใหม่) ประจวบคีรีขันธ์ (เขตหัวหิน) พังงา (เขตเทศบาลคึกคัก) ภูเก็ต ระยอง (เขตบ้านเพ) สงขลา (เขตหาดใหญ่) สุราษฎร์ธานี (เขตเกาะสมุย) กลุ่มกิจการโรงแรม 4 ดาวขึ้นไปและมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป และมกราคม 2568 ในอีก 4 จังหวัด 1 อำเภอ (ภูเก็ต, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, เกาะสมุย)

ในการสำรวจพบว่า ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศไทย ระหว่างปี 2554-55 ปรับจาก 215-279 บาท/วัน หรือเพิ่ม 29.8% ปี 2555-56 บางพื้นที่ปรับจาก 279 บาท เป็น 300 บาท เพิ่ม 7.5% บางพื้นที่ปี 2554-56 จาก 215 บาทเป็น 300 บาทหรือเพิ่ม 39.5% และปี 2567 บางพื้นที่ปรับจาก 345 บาท เป็น 400 บาท หรือเพิ่ม 15.9% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าไทยสูงกว่ากัมพูชา 35.58% สูงกว่าเวียดนาม 40.95% สูงกว่าลาว 65.66% สูงกว่าเมียนมา 76.80% ซึ่งแรงงานคนไทยออกไปทำนอกภูมิลำเนาของตนเอง มีทุกภูมิภาค มากสุดเป็นคนจากภาคตะวันออกเฉลียงเหนือ ที่เข้าทำงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเฉลี่ยต่อครัวเรือนต้องพึ่งพาคนใช้แรงงาน 3-4 คน

เมื่อสอบถามสถานภาพทางการเงินของแรงงานไทย ส่วนใหญ่มีรายได้ 30,000-60,000 บาท ตามมาด้วยรายได้ 15,000-30,000 บาท ต่ำกว่า 15,000 มีกว่า 25% ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ย ส่วนใหญ่ 15,000-30,000 บาท รองลงมาคือ 30,000-60,000 บาท 5,000-10,000 บาท การเก็บออมของแรงงานในปัจจุบัน 61.4% ระบุไม่มี ส่วนที่มี 38.6% ซึ่งจะเก็บเงินออม 9.4% ของรายได้ และมากสุดเก็บออม 500-1,000 บาท ตามด้วย 1,500-2,000 บาท เกิน 3,000 บาทมีเพียง 3.5% เปรียบเทียบรายได้กับรายจ่าย พบว่า 52.3% ระบุรายได้เท่าเดิม เพิ่มขึ้น 47.1% แย่ลง 0.7% แต่ด้านรายจ่าย ระบุเท่าเดิม 51.2% เพิ่มขึ้น 48.8% ส่วนใหญ่97% ชั่วโมงทำงานเท่าเดิม และภาระหนี้เท่าเดิม 82.3% ในจำนวนแรงงานทั้งหมดระบุไม่มีรายได้เสริม เพียง 9.2% มีรายได้เสริมและ 10.8% ทำอาชีพอิสระ รวมรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 3,092 บาท

Advertisement

ถามถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน 52.1% ระบุใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่ได้รับ 25.5% ใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ที่ได้รับ และ 22.4% ใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่ได้รับ สาเหตุมากจากมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น มีภาระหนี้ต้องชำระ ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อเดือน อันดับแรกจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มตามด้วยที่พักอาศัย/เครื่องใช้ในบ้าน ชำระหนี้ ค่ายานพาหนะ การเลี้ยงบุตรหลาน และพบว่าปีนี้ไม่มีระบุว่าลงทุน โดยแรงงานไทย 71% มีปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายในปัจจุบัน เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น รายได้เพิ่มไม่มี ภาระหนี้มากขึ้น มีของต้องซื้อเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยสูงมาก และรายได้เริ่มลดลง ส่วนที่ไม่มีปัญหา เพราะหาอาชีพเสริม จำนำของที่มีอยู่ ขอความช่วยเหลือจากญาติและรัฐ กู้นอกระบบ ซึ่งเพิ่มกว่าปีก่อนถึง 15.7%

สำหรับสถานภาพหนี้ของแรงงานและการจัดการหนี้ พบว่า 97.9% ระบุมีหนี้ โดยเป็นหนี้เพิ่มจากบัตรเครดิต ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพนักงานเอกชน ลูกจ้างราชการ/รัฐวิสาหกิจ ซึ่งการเป็นหนี้บัตร เพราะใช้จ่ายอุปโภคบริโภค สินค้าคงทน โทรศัพท์ ค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ที่เพิ่มขึ้น

โดยมีภาระหนี้ เฉลี่ย 432,318 บาทต่อครัวเรือน ผ่อนชำระเดือนละ 8,407 บาท แยกเป็นหนี้ในระบบ 82.9% ผ่อนชำระเดือนละ 7,858 บาท นอกระบบ 17.1% ผ่อนชำระเดือนละ 1,986 บาท ซึ่งพบว่าแรงงานชำระต่ำกว่า 5,000 บาท 90.5% มีรายได้ช่วง 15,000-30,000 บาท โดย 6 เดือนที่ผ่านมา ลักษณะการชำระหนี้แบ่งเป็นชำระบางส่วน 64.2% ขาดการชำระ/ผ่อน 8.8% ชำระเต็มเพียง 27% โดย 8.8% ประสบปัญหาผิดนัดชำระ เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้อื่นก่อน รายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย และมีรายจ่ายฉุกเฉิน ซึ่งภาระหนี้สินในปัจจุบันส่งผลต่อการใช้จ่ายนั้น ส่วนใหญ่ 57.5% ระบุเท่าเดิม อีก 34.8% ระบุลดลงถึงลดลงมาก เพียง 7.7% ระบุเพิ่มขึ้น โดยมองอนาคตอีก 3 เดือน ส่วนใหญ่ 64.5% ระบุภาระหนี้ต่อใช้จ่ายเท่าเดิม แต่จะลดลงเพิ่มแตะ 30%

แรงงานระบุว่า ราคาสินค้ากระทบต่อการดำเนินชีวิตมาก โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท กระทบ 100% ทำให้ต้องประหยัดใช้จ่ายเท่าที่ทำได้ เบิกค่าจ้างล่วงหน้า กดเงินสดบัตรเครดิต ขอยืมและกู้ช่วงของแพง เมื่อถามถึงทรรศนะต่องานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ภาพรวม 62.2% มองว่ายังมั่นคง อีก 27.8% ไม่แน่ใจ ส่วนอีก 9.9% มองว่างานที่ทำไม่มั่นคง โดยเฉพาะกลุ่มรับจ้างรายวัน/ชิ้นงานวิตกมากสุด

ธนวรรธน์ พลวิชัย

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อสรุปว่า

สถานการณ์แรงงานไทยปี 2568 นี้ มีความใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แต่ยังคาดใช้จ่ายมีความคึกคักมากกว่าปี 2567 ขณะเดียวกันเหตุการณ์ทรัมป์ 2.0 ยังไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ จากตัวเลขมูลค่าการใช้จ่ายที่มากขึ้น 29.9% ประกอบกับปริมาณ จำนวนการซื้อที่เพิ่มขึ้น 32.2% แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น

ธนวรรธน์สะท้อนอีกว่า แรงงานไทยปีนี้เริ่มดีขึ้นจากพฤติกรรมที่มีเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 38.6% มีการใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่รับถึง 52.1% และใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ที่รับ 25.5% สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สอดคล้องกับการชำระหนี้ต่อเดือนในปี 2568 ลดลงจากปีก่อนที่ 9,295.56 บาท เหลือ 8,407.55 บาท แรงส่งการชำระหนี้ลดลง คือ รัฐบาลมีมาตรการแปลงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทำให้กลุ่มตัวอย่างนำเงินส่วนดังกล่าวไปชำระหนี้ รวมถึงมาตรการคุณสู้ เราช่วยจะมีส่วนในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสถานภาพแรงงานที่ดีขึ้น อีกทั้ง ผ่อนชำระที่ลดน้อยลง ตัวเลขการออมก็มีสัดส่วนที่สูงขึ้นจาก 33.8% ในปีที่แล้วมาเป็น 38.6% แสดงว่าแรงงานมีการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ได้ก่อหนี้เพิ่ม แต่ประคับประคองไว้

ดังนั้นจึงมองไม่เห็นความน่ากังวลของการสำรวจในครั้งนี้ ซึ่งจากนี้ก็ติดตามใกล้ชิดผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 400 บาท และแรงกระเพื่อมระยะกลางจากนโยบายทรัมป์ 2.0