หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจ นักเศร...

ธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ จับตา กนง.ลดดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจโตช้า ถึงเวลาแล้ว

29.04.25 | 23:16 น.

ธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ จับตา กนง.ลดดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจโตช้า ถึงเวลาแล้ว

เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายอิสระ บุญยัง รองประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้เงิน 5 แสนล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้เหนื่อยและชะลอตัวลากยาวมาตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 มาเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อย่างแผ่นดินไหว และภาษีทรัมป์อีก ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า อยู่ในอาการสาหัสรอเข้าไอซียู คาดว่าทั้งปีนี้จีดีพีโตไม่ถึง 1.8% นาทีนี้ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็เหนื่อยและน่าเห็นใจ ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันไม่ว่าฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อย่าเล่นการเมืองกันมาก

“ผมว่าจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทมากระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นการกู้หรือดึงจากงบประมาณประจำปีมากก็ได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกินเพดานหนี้สาธารณะ เพราะสามารถขอขยายเพิ่มได้และมีหลายประเทศที่หนี้สาธารณะเขาสูงกว่าเราเป็น 100% เช่น ญี่ปุ่น เราอาจขยายชั่วคราวเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ไม่ให้ชะลอตัวลึกมากกว่านี้ แต่รัฐบาลต้องแจงรายละเอียดให้ชัด ใช้ทำอะไร แต่ต้องไม่เป็นโครงการกระตุ้นระยะสั้นแค่ครั้งเดียวอย่างแจกเงิน เพราะอาจเป็นการละลายเงินสูญเปล่าหรือเป็นโครงการระยะยาวมากจนเกินไป เพราะกว่าจะเห็นผลใช้เวลานาน สิ่งสำคัญคือต้องใช้เงินให้เกิดประโยชน์และมีการตรวจสอบด้วย”

นายอิสระ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เห็นด้วยที่จะเป็นโครงการลงทุนที่ทำให้เกิดการจ้างงาน เช่น โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ถนน การพัฒนาแหล่งน้ำทำให้เกิดการจ้างงานในชนบท รวมถึงการออกซอฟต์โลน ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและภาคการส่องออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ส่วนนี้รัฐบาลอาจต้องชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้ รวมถึงนำไปสนับสนุนการออกมาตรการด้านภาษีกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ครบทุกจังหวัด เช่น อาจจะทำโครงการเมืองไทยไปครบหรือยังหรือลดภาษีให้กับผู้ประกอบท้องถิ่น เช่น ผู้ประกอบการรถตู้นำเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม เป็นต้น

นายอิสระเชื่อว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 30 เมษายนนี้ คงถึงเวลาต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายอีก 0.25% เมื่อเทียบกับช่วงที่มีวิกฤตโควิด สถานการณ์ยังไม่แย่ขนาดนี้ การลดดอกเบี้ยนั้น มีผลต่อเศรษฐกิจในทันที เพราะช่วยลดภาระให้กับคน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการขอสินเชื่อใหม่ กลุ่มเป็นหนี้อยู่แล้ว และกลุ่มภาคครัวเรือน ซึ่งธนาคารเองมีกำไรค่อนข้างมากในไตรมาสแรกที่ผ่านมา สวนทางกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและครัวเรือนที่ย่ำแย่ ขณะที่เงินกันสำรองก็สูง คงต้องถึงเวลาที่ธปท.ต้องพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว

Advertisement

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เห็นด้วยในหลักการที่รัฐบาลาจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวงเงิน 5 แสนล้านบาท เนื่องจากในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ต้องใช้มาตรการด้านการคลังมาช่วยกระตุ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังโตช้า น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ต้องลำดับความจำเป็นในการใช้ว่าจะทำอะไรบ้าง และต้องไม่ใช่เป็นการแจกเงินแล้วจบเหมือนที่ผ่านมา ต้องเป็นการลงทุนในลักษณะของการจ้างงาน กระจายรายได้ไปสู่ชนบท รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาอย่ารอให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวถลำลึกมากกว่านี้ ซึ่งปีนี้คาดการณ์จีดีพีจะขยายตัวที่ 1.8%

นายอมรเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ต้องใช้มาตรการด้านการเงินมากระตุ้นด้วย โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ซึ่งมองว่ากนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง โดยวันที่ 30 เมษายนนี้กนง.จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% จาก 2.0% สู่ระดับ 1.75% และสู่ระดับ 1.25% ภายในปลายปีนี้

“เนื่องจากถึงเวลาแล้วที่ต้องมาตรการด้านการเงินมาช่วย เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาก่อนมีสงครามการค้าแล้ว จากข่าวร้ายที่เข้ามาทุกเดือน ตั้งแต่ต้นปีที่กำลังซื้อแผ่วแจกเงินหมื่นไม่ช่วยหมุนระบบเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติผิดคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปค่อนข้างมากเนื่องจากขาดความเชื่อมั่น ยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเข้ามา การลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายสามารถดำเนินการได้ เพราะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ เงินเฟ้อก็ต่ำ ให้มีแรงส่งเศรษฐกิจเพิ่ม ซึ่งต้องใช้มาตรการการเงินและการคลังไปด้วยกัน”นายอมรเทพกล่าว