ส่องอนาคต ‘หุ้น-ทอง-อสังหาฯ’ ยังเป็น ‘safe haven’ นักลงทุน?

1.05.25 | 13:10 น.

เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน จากหลากปัจจัยเสี่ยงเก่าและใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และนโยบายการขึ้นภาษีของทรัมป์ที่เขย่าโลก กระทบต่อภาพการลงทุนครั้งใหญ่

อาจจะมีการตั้งคำถามว่า ภายใต้สถานการณ์ที่อึมครึมแบบนี้ หากมองในแง่ของการลงทุน ควรจะให้น้ำหนักไปกับสินทรัพย์อะไรดี แล้วหุ้น-ทองคำ-อสังหาริมทรัพย์ ยังเป็น safe haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัยและยังน่าลงทุนหรือไม่?

เริ่มจาก “จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ สะท้อนภาพว่า ช่วงนี้ราคาทองคำยังมีความผันผวนขึ้นๆ ลงๆ โดยภาวการณ์จะเป็นแบบนี้ไปสักพัก เพื่อปรับฐานรอจังหวะปรับราคาขึ้น ตามค่าเงิน สงครามเศรษฐกิจ นโยบายทรัมป์ที่ไม่มีใครเดาใจเขาได้ โดยคาดการณ์ปลายปีนี้ราคาทองโลกจะอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองไทยอยู่ที่ 58,000-60,000 บาทต่อบาททองคำ

“จึงมองว่าปีนี้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและยังน่าลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้เก็งกำไรระยะสั้นและผู้ที่มีเงินออมซื้อลงทุนในระยะยาว เพราะหลังไตรมาส 3 เป็นต้นไปราคาทองน่าจะมีแนวโน้มขาขึ้น ขณะนี้ราคายังสบายๆ อยู่ คงไม่ลงไปลึกต่ำกว่า 50,000 บาทต่อบาททองคำ” จิตติยืนยัน

ด้าน “อิสระ บุญยัง” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร แชร์มุมมองว่า ในทางทฤษฎีการลงทุนอสังหาฯ โดยปกติจะเป็นสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อ เมื่อเทียบกับทุกสินทรัพย์ แต่เตือนว่าต้องเป็นผู้มีเงินออมลงทุน ไม่ใช่กู้ มาลงทุน เนื่องจากอสังหาฯเป็นสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ มีสภาพคล่องต่ำสุด ถ้าขายช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีคนซื้อ แต่ถ้ามีเงิน ซื้อช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ขายในช่วงเศรษฐกิจดี ราคาจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ทองคำช่วงนี้จะหวือหวา คนไม่มั่นใจเสถียรภาพค่าเงินราคาจะขึ้นๆ ลงๆ แต่ถ้าขายจะได้เงินทันที ส่วนหุ้นแม้จะตกบ้าง ขึ้นบ้าง แต่เมื่อขายแล้วจะได้เงินใน 2 วัน

Advertisement

ขณะที่ “สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในประเทศไทยและทั้งโลก ภาวะเศรษฐกิจการค้าของทุกประเทศในโลกเกิดความผันผวนทั้งจากเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และจากผลกระทบจากนโยบายรายวันของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ รวมไปถึงความไม่สงบในภูมิภาคต่างๆ ที่พร้อมจะรุนแรงมากขึ้น หรือพร้อมจะเกิดความขัดแย้งใหม่ๆ ตลอดเวลา และหลายเรื่อง

โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เพราะต้องการดูเรื่องอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยอาจเจอกับกำแพงภาษีที่สูงถึง 36% แต่ยังต่ำกว่าเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งในการแย่งเงินลงทุนต่างประเทศโดยตรง และจีนที่เป็นแหล่งเงินลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น แม้กำแพงภาษีจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ประกาศตอนแรก อาจจะไม่มีผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจมากนัก

การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มีความผันผวนมาก “ทองคำ” กลายเป็นสินทรัพย์ที่คนเข้าไปลงทุนมากที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รวมไปถึงธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ด้วย ส่งผลให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา สวนทาง “พันธบัตร” รัฐบาล โดยเฉพาะของสหรัฐที่แนวโน้มผลตอบแทนมีทิศทางลดลง รวมถึง “ตลาดหุ้น” ที่ลดลงต่อเนื่องมาตลอดในทุกประเทศทั่วโลก

ขณะที่ “ตลาดอสังหาฯ” อาจจะดูไม่ดีเช่นกัน เพราะการลงทุนใหม่ๆ ทั้งฝั่งของผู้ประกอบการ และผู้ซื้อลดลง การคาดการณ์การขยายตัวของโครงการเปิดขายใหม่แทบจะเป็นศูนย์หรือติดลบ ถ้ายังไม่มีปัจจัยบวกอะไรมาสนับสนุนหลังจากนี้ แม้รัฐบาลจะประกาศมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อโดยลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท เหลือ 0.01% ในแต่ละรายการ ประกอบกับยกเว้นมาตรการ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอาจจะมีเรื่องการลดดอกเบี้ยธนาคารตามมาอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาตรการต่างๆ อาจจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อมากนัก และไม่ได้ช่วยให้คนไทยลงทุนในอสังหาฯมากขึ้น

ปัจจัยสนับสนุนหลักในการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย คือการขอสินเชื่อธนาคารที่ทำได้ยาก อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงถึง 60-70% และมีทุกระดับราคา ไม่ใช่แค่เฉพาะราคาต่ำ 3 ล้านบาทเท่านั้น การลงทุนในอสังหาฯ ในฝั่งของคนทั่วๆ ไป ทั้งกลุ่มที่ต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่อพักอาศัยจริงๆ หรือกลุ่มของคนที่ต้องการลงทุนในบ้านและคอนโด เพื่อเป็นเหมือนการเก็บเงิน หรือการนำเงินมาสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในธนาคารทั่วไป

ด้วยปัจจุบันผลตอบแทนในอสังหาฯอาจไม่ได้สูงมาก และหลายๆ คนอาจมองว่าการลงทุนในอสังหาฯไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป เพราะทั้งอุปทานในตลาดมีเยอะมากและผลตอบแทนจากการลงทุนในอสังหาฯก็ลดลง โดยเฉพาะการปล่อยเช่า การขายต่อหรือความคล่องตัวในการลงทุนก็ต่ำมากๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบตอนนี้ แต่ช่วงเวลาที่ตลาดชะลอตัวแบบนี้ ก็เหมาะกับการลงทุนอสังหาฯเช่นกัน

“นักลงทุนที่มีความพร้อมหรือมีเงินเย็นที่พร้อมจะนำออกมา เพื่อรับความเสี่ยงในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็ยังมี และคนกลุ่มนี้มองเห็นว่าเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากในการซื้อบ้านหรือคอนโด โดยเฉพาะในโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน เนื่องจากมีหลายโครงการพร้อมลดราคาหรือมอบโปรโมชั่นพิเศษให้ทันที และมีบางโครงการอาจอยากปิดการขาย เพราะเหลือเพียงไม่กี่ยูนิต และลดราคาลงมากๆ ก็เป็นได้ เพียงแต่ไม่มีการประชาสัมพันธ์หรือออกสื่อใดๆ” สุรเชษฐกล่าว

ยังขยายความว่า การลงทุนในโครงการหรือยูนิตในโครงการเหล่านี้ เป็นที่สนใจของนักลงทุนเช่นกัน เนื่องจากใช้เงินทุนไม่มากและถ้าซื้อในราคาต่ำมาก จะเป็นการได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นๆ รวมไปถึงได้เปรียบผู้ประกอบการเจ้าของโครงการด้วย เพราะราคาที่ซื้อไปอาจต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการตั้งราคาขายตั้งแต่วันที่เปิดขายครั้งแรก แต่ต้องเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีเงินเย็นจริงๆ เพราะอาจต้องถือรอไว้นานหลายปี กว่าจะสามารถขายออกได้หรืออาจรอคนมาเช่าที่นานด้วย

“เพราะตัวเลือกในตลาดมีมาก แต่ถ้าได้ยูนิตในโครงการทำเลดี ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก หรือไม่ไกลจากโรงเรียนนานาชาติ สถาบันการศึกษา ก็เป็นไปได้ที่จะได้รับความสนใจทั้งในเรื่องของการเช่าและซื้อขายเร็วขึ้น ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงมองอสังหาฯ เป็นการลงทุนที่ปลอดภัย เพียงแต่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และถือครองยาวนานหลายปีกว่าจะเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน ไม่เหมาะกับคนรุ่นใหม่และคนที่รอนานๆ ไม่ได้” สุรเชษฐกล่าวทิ้งท้าย