กกร. ยื่นหนังสือถึง ‘นายกฯอิ๊งค์’ พรุ่งนี้ ค้านโครงสร้าง Pool Gas ต้นทุนเพิ่ม 60% ซ้ำเติมเอกชน
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น. ผู้แทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จะเข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านนโยบายโครงสร้าง Pool Gas เนื่องจากไม่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ในเรื่องการปรับโครงสร้าง Pool Gas ถือเป็นแนวคิดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยจะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 6 พฤษภาคมนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ระยะหลังมักมอบนายพีระพันธุ์เป็นประธาน จึงต้องการให้นายกฯทบทวนเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม การที่กระทรวงพลังงาน อยากจะลดค่าไฟให้ภาคประชาชนถือเป็นเรื่องดี แต่แนวทางที่ทำไม่ตรงกับแนวทางที่ กกร.และคนส่วนใหญ่มอง เพราะควรจะแก้ปัญหาที่ตรงจุด แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีปรับโครงสร้าง Pool Gas เป็นการแค่โยกภาระมาให้ภาคอุตสาหกรรม โดยการนำเอาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ต้นทุนถูกที่สุด เพราะมีราคาถูกและเสถียร
สิ่งที่มีปัญหาในช่วงหลังมานี้ คือปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยลดลง จึงต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ซึ่งยังมีราคาสูงและผันผวน กระทรวงพลังงานจึงคิดที่จะสลับโดยนำก๊าซฯ ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าแทน ซึ่งเอกชนมองว่าเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะก๊าซฯ มีส่วนประกอบสำคัญในด้านปิโตรเคมีที่สามารถสร้างมูลค่านำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า
ทั้งนี้ เมื่อประเทศไทยได้ค้นพบก๊าซฯ ในอ่าวไทยเกิดธุรกิจปิโครเคมี คอมเพล็กซ์นำไทยสู่ฮับภูมิภาค เกิดเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศมหาศาล ซึ่งมาจากก๊าซฯ ในอ่าวไทยมีความอุดมสมบูรณ์สามารถมาสกัดส่วนสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในมุมมองปัจจุบันกลับบอกไม่ถูกต้อง ว่าควรนำก๊าซฯ มาใช้ให้คนทั่วไปเพื่อให้ลดต้นทุน และเมื่อคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ปรากฏว่าลดค่าไฟได้ไม่กี่สตางค์
หากเดินหน้า ประเทศจะเสียต้นทุนต่างๆ อีกทั้ง ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซฯ ต้องมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 60% หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงไม่แน่นอน เกิดความผันผวนด้านสงครามการค้า และนโยบายภาษีสหรัฐฯ ส่งผลให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศที่หลายอย่างสู้ไม่ได้ เพราะต้นทุนไทยยังแพงมาก
ทั้งนี้ พลังงานถือเป็นต้นทุนใหญ่จะกระทบกับโรงงานที่ใช้ก๊าซฯ แน่นอน สุดท้ายจะได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าเราได้มีข้อเสนอมาโดยตลอด คือ การตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน (กรอ.พลังงาน) เพื่อหารือเสนอแนะเพื่อให้เห็นปัญหาที่ตรงจุด ซึ่ง กกร. ในฐานะผู้ประกอบการเอกชนจะประสบปัญหาด้านการแข่งขัน จึงอยากให้ทบทวน และร่วมหารือกับภาคเอกชนไม่ใช่การใช้วิธีแบบนี้และเกิดการคัดค้านเพราะต่างคนต่างทำ ควรมีวิธีที่หารือเพื่อให้สอดคล้องระหว่างกัน
ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะต้นทุน ปัญหาแรงงาน ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ในเวลาเช่นนี้ไม่ควร การลดค่าไฟให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ขีดความสามารถด้านการแข่งขันไทยในด้านต้นทุนพลังงาน สิ่งที่เอกชนเสนอแนะมาตลอด จะเห็นว่าค่าไฟเวียดนามอยู่ที่ 2.70 บาทต่อหน่วย ส่วนอินโดนีเซีย 3 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ระดับกว่า 4 บาทต่อหน่วย การแก้ปัญหาวิธีนี้ ยิ่งเพิ่มภาระให้โรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานจากส่วนผสมของก๊าซฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าต้นทุนเพิ่มขึ้นไปอีก 60% จะเป็นการซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งออกของไทยต้องปิดตัวลง ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ กกร. เห็นจึงยื่นหนังสือเพื่อให้ทบทวนแนวทางดังกล่าว
สำหรับข้อเสนอแนะของ กกร. ประกอบด้วย 1.ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุลตลอดห่วงโซ่อุปทาน พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของโครงสร้างพลังงานอย่างเหมาะสมและยั่งยืนมากกว่าการแก้ไข ปัญหาที่ปลายเหตุ
2.ราคาที่นำมาปรับใช้ ควรเริ่มต้นที่ราคา Single Pool Gas ให้เหมือนกันทุกภาคส่วน และกำหนดวิธีกำกับราคาเพิ่มเติมให้ภาคอุตสาหกรรม เช่น กำหนดสูตรโครงสร้างราคาที่มีการควบคุมปริมาณการใช้ด้วย MDCQ หรือ ปริมาณการใช้ก๊าซฯ เฉลี่ยต่อวัน คือ เฉพาะปริมาณที่ใช้เกินกว่า MDCQ ให้ใช้ราคา LNG นำเข้า เพื่อลดปริมาณการนำเข้า LNG หรือกำกับราคาแบบที่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ (Floor Price) ที่เหมาะสมในการซื้อขายก๊าซ
3.ภาคอุตสาหกรรมควรได้รับสิทธิในการใช้ก๊าซฯ จากอ่าวไทยอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรภายในประเทศไทยที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนและทุกภาคส่วน
4.รณรงค์ประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และให้ความช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมถึงให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนในกลุ่มเปราะบางด้วยวิธีการอื่นที่เหมาะสม แทนการผลักภาระให้ภาคใดภาคหนึ่ง

