ช่วงนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าในชีวิตประจำวัน และแผงโซลาร์เซลล์ อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะนโยบายของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ประกาศเดินหน้าเหล็กจีนไร้มาตรฐานที่ก่อกำเนิดจากเตา IF (Induction Furnace) หรือเตาหลอมโลหะที่ใช้การเหนี่ยวนำทางไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความร้อนจนโลหะหลอมละลาย ให้หมดไปจากประเทศไทย
แต่อีกบทบาทสำคัญของ สมอ.ที่สำคัญไม่แพ้กันและนายเอกนัฏเน้นย้ำให้เดินหน้าต่อเนื่อง คือ การกำหนดมาตรฐานใหม่ๆ ตลอดจนทบทวนมาตรฐานปัจจุบันให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อควบคุมสินค้าให้ได้มาตรฐาน เป้าหมายคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนการพัฒนา ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้ผลิตสินค้าได้มาตรฐานสากล แข่งขันในตลาดโลกได้
ปีงบประมาณ 2568 สมอ.ได้วางกรอบกำหนดมาตรฐานอย่างเข้มข้น ขณะนี้ผ่านมา 7 เดือนของปีงบประมาณ (1 ตุลาคม 2567-30 เมษายน 2568) “มติชน” ตรวจสอบความคืบหน้าพบว่าเนื้องานคืบหน้าไปมาก ประกอบด้วย
1.แผนการกำหนดมาตรฐานในปี 2568 จำนวน 611 มาตรฐาน มีมาตรฐานที่จัดทำแล้วเสร็จ จำนวน 380 มาตรฐาน เป็นมาตรฐานทั่วไปทั้งหมด
2.มาตรฐานที่มีประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้เป็นมาตรฐานบังคับช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2568 และกำลังจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย จำนวน 8 มาตรฐาน ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก (มอก.2594-2567) มีผลบังคับใช้ 17 มิถุนายน 2568 2.ผลิตภัณฑ์เครื่องทอดน้ำมันท่วม ปริมาณน้ำมันสูงสุดไม่เกิน 5L และกระทะทอด(มอก.60335 เล่ม 2(13)-2564) มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568 3.ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับการดูแลผม ขน หรือผิว (มอก.60335 เล่ม 2(23)-2564) มีผลบังคับใช้1 ตุลาคม 2568
4.ผลิตภัณฑ์ตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภคและตู้น้ำเย็นบริโภค เฉพาะด้านความปลอดภัย (มอก.2461-2565) มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568 5.ผลิตภัณฑ์ชุดประกอบสวิตช์เกียร์และเกียร์ควบคุมไฟฟ้าแรงดันต่ำ เล่ม 3 บอร์ดจ่ายไฟฟ้าประสงค์ ให้ใช้งานโดยบุคคลทั่วไป (มอก.1436 เล่ม 3-2564) มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568 6.ผลิตภัณฑ์เตาอบไมโครเวฟและเตาอบโมโครเวฟร่วม (มอก.60335 เล่ม 2(25)-2565) มีผลบังคับใช้ 30 ธันวาคม 2568
7.ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศสำหรับห้อง ด้านประสิทธิภาพพลังงาน (มอก.2134-2565) มีผลบังคับใช้ 4 เมษายน 2569 และ 8.ผลิตภัณฑ์มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิดเหนี่ยวนำสามเฟส (มอก.866 เล่ม 30(101)-2561) มีผลบังคับใช้ 18 เมษายน 2569
นอกจากนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับอีก 76 มาตรฐาน เช่น กระดาษสัมผัสอาหาร บันไดเลื่อนและทางเลื่อนอัตโนมัติ ระบบเหนี่ยวนำผู้โดยสารเด็ก (คาร์ซีต) เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน และเคลือบสี รถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟ (รถบรรทุก เครื่องยนต์เบนซิน) เป็นต้น
นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. ระบุว่า สมอ.ได้ดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเพิ่มความเข้มข้นในการยกระดับการควบคุมสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ล่าสุด “สินค้ากลุ่มเหล็ก” 4 มาตรฐาน ได้แก่ ลวดชุบแข็งและอบคืนตัวสำหรับคอนกรีตอัดแรง และเหล็กแผ่นเคลือบอีก 3 มาตรฐาน ที่บังคับใช้แล้วและเตรียมบังคับใช้ ประกอบด้วย “ลวดชุบแข็งและอบคืนตัวสำหรับคอนกรีตอัดแรง” ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างอาคารหรือสะพาน เช่น เสาเข็ม แผ่นพื้น คาน และชิ้นส่วนประกอบของงานโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เป็นต้น มีผลบังคับใช้วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา
ตลอดจน “เหล็กแผ่นเคลือบ” ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น กันสาด ราวบันได และรั้ว จะมีผลบังคับใช้อีก 3 มาตรฐาน ได้แก่ 1.เหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีทางไฟฟ้า หรือ “เหล็ก EG” มีผลบังคับใช้วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา 2.เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน หรือ “เหล็ก GI” และ 3.เหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน หรือ “เหล็กอลูซิงค์” จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2568
เลขาธิการวันชัยระบุด้วย นอกจากนี้ใน “กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า” ก็อยู่ระหว่างเดินหน้าออกมาตรฐานต่อเนื่องเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้สินค้า 3 รายการ ได้แก่ เครื่องทอดน้ำมันท่วม เตาไมโครเวฟ และเครื่องหนีบผมยืดผมไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุมตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประชาชนนิยมใช้ในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย จึงต้องเข้มงวดให้มีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น
โดยเดิมทั้ง 3 รายการ เป็นสินค้าที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมอยู่แล้ว โดยในปีที่ผ่านมา สมอ.ได้ยึดอายัดไดร์เป่าผมและเครื่องหนีบผมที่ไม่ได้มาตรฐาน มูลค่ากว่า 8.2 ล้านบาท ซึ่งการทบทวนแก้ไขมาตรฐานในครั้งนี้ เพื่อให้มีความทันสมัยสอดคล้องตามเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบัน โดยอ้างอิงตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบไทย
นอกจากสินค้า 3 รายการข้างต้นแล้ว สมอ.เดินหน้าควบคุมสินค้าอีก 2 รายการ คือ ตู้น้ำร้อน-น้ำเย็นสำหรับบริโภคและเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะตู้น้ำร้อนน้ำเย็นสำหรับบริโภค เป็นที่นิยมนำไปใช้อย่างแพร่หลายภายในโรงเรียน ในอดีตที่ผ่านมาได้เกิดเหตุไฟฟ้าชอร์ตเด็กๆ เสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง จึงต้องดำเนินการควบคุมอย่างเข้มงวด
เลขาธิการวันชัยระบุ อีกสินค้าที่ สมอ.เข้มงวดคือ “แผงโซลาร์” ได้กำหนดมาตรฐาน “แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว” หรือ “แผงโซลาร์เซลล์มือสอง” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่จะนำมาใช้ในภาคครัวเรือนได้ ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมทั้งเป็นแนวทางในการลดขยะอุตสาหกรรมในระยะยาว รองรับการบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนที่ผ่านการใช้งานแล้ว แต่ยังคงมีสมรรถนะที่ดีเพียงพอที่สามารถใช้งานต่อได้
โดยกำหนดมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์แล้ว จำนวน 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ได้แก่ มอก.61215 เล่ม 1 (1)-2561 เป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่แสดงประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ และ มอก.2580 เล่ม 2-2562 เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทนความร้อน การตัดไฟ การป้องกันไฟรั่ว การลามไฟ และมีระบบป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนจนเกิดการลุกไหม้ ซึ่งมีผู้ผลิตภายในประเทศที่ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ.แล้ว จำนวน 7 ราย
เลขาธิการวันชัยระบุ นอกจากนี้ใน “กลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชน” สมอ.ยังเดินหน้ามาตรฐานกระดาษสัมผัสอาหารเป็นสินค้าควบคุมอีก 2 รายการ คาดมีผลบังคับใช้ธันวาคม 2568 ประกอบด้วย มาตรฐานกระดาษสัมผัสอาหาร มอก.2948-2562 เช่น จานกระดาษ ถ้วยกระดาษ และกระดาษสัมผัสอาหารสำหรับปรุงอาหารด้วยความร้อน มอก.3438-2565 เช่น กระดาษรองอาหารที่ใช้ในหม้ออบลมร้อน หรือกระดาษอุ่นอาหารในไมโครเวฟ เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่มีข้อกำหนดสำคัญ ในการควบคุมปริมาณโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และโครเมียม และสารเคมีในกระบวนการผลิตที่เป็นอันตราย ได้แก่ สารฟอกนวลและสารต้านจุลินทรีย์ ไม่ให้เกินเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food contact grade) เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
โดยเฉพาะมาตรฐานกระดาษสัมผัสอาหารสำหรับปรุงอาหารด้วยความร้อน จะต้องผ่านการทดสอบที่อุณหภูมิความร้อนสูงสุด 175 องศาเซลเซียส คาดว่ามาตรฐานดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคม 2568
ทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการทุกรายต้องทำ และนำเข้าเฉพาะสินค้าที่ได้มาตรฐานเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย

