แผ่นดินไหวสะเทือนตึกสูงหมื่นแห่ง ‘ช่างซ่อม-วิศวกร’ ตรวจสอบคิวแน่น-ลูกค้าคอนโดชะลอโอน
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการประสบปัญหาต้องใช้เวลาในการตรวจสอบโครงสรร้างอาคารสูง ไม่ว่าคอนโดมิเนียม โรงแรม อาคารสำนักงาน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ต้องรอคิวช่างและคิววิศวกรเซ็นรับรองนาน เป็น 700-800 คิวต่ออาคาร เนื่องจากอาคารสูงทั่วประเทศที่ต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงมีกว่า 10,000 แห่ง ซึ่งเป็นอาคารอยู่ในพื้นที่กรุงเทพกว่า 5,000 แห่งขณะที่วิศวกรตรวจสอบที่มีอำนาจในเซ็นรับรองนั้นมีไม่ถึง 3,000 คนเท่านั้น และจากสถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจชะลอโอนโครงการคอนโดมิเนียมของลูกค้าออกไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งทางกรมโยธาธิการและผังเมืองกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) มีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายในเบื้องต้นเท่านั้น ทางเจ้าของอาคารจะต้องมีวิศวกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วมาเซ็นรับรองว่าโครงสร้างของอาคารมีความแข็งแรง หรือไม่
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด กล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จากนั้นบริษัทฯได้ทำการตรวจสอบโครงสร้างของโครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 2 แห่งในพื้นที่กรุงเเทพฯ ซึ่งยอมรับว่าใช้เวลาในการตรวจสอบค่อนข้างนานประมาณ 16-17 วัน เนื่องจากต้องรอคิวช่างและวิศวกร ทั้งนี้การโครงการของบริษัทใช้เวลาไม่นานมาก เนื่องจากมีเพียง 2 อาคารและจำนวนยูนิตไม่มาก แต่ถ้าเป็นโครงการที่มียูนิตมากกว่า 1,000 ยูนิตอาจจะต้องใช้เวลารอช่างนานและใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 6-7 เดือนกว่าจะสามารถเก็บความเรียบร้อยทั้งหมดได้
”สถานการณ์ในเดือนเมษายนไม่ดี มีลูกค้าคอนโดฯขอยืดเวลาการโอนออกไป 2-3 เดือนมากกว่า 50% ขอรอดูความเรียบร้อยของโครงสร้างหลังเกิดแผ่นดินไหว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มราคาระดับกลาง-บน อย่างของเราราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาท ถึง 25 ล้านบาท“นายสุนทรกล่าว
นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ผลจากแผ่นดินไหวกระทบต่ออาคารสูงมีความเสียหายหลากหลายระดับ ทำให้การซ่อมบำรุงหรือซ่มแซมใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องรอคิวช่างและวิศวกรสำรวจการประเมิน เพื่อนำไปดำเนินการเคลมกับประกันภัย อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้น อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจโอนของลูกค้าด้วย
รายงานข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฯมีผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนมากกว่า 2,600 ราย ล่าสุดมีการต่ออายุและสมัครเข้ามาใหม่เพิ่มอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 30-40 คน หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เจ้าของอาคารต้องเร่งตรวสสอบอาคารอย่างกระชั้นชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และตามที่หน่วยงานราชการสั่งให้ดำเนินการ จึงทำให้ความต้องการมีจำนวนมาก ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ตรวจสอบมีน้อยลง ต่างจากเมื่อก่อนงานมีน้อยและการแข่งขันสูง ทำให้บางคนใบอนุญาตหมดแล้วไม่มาต่ออายุ
รายงานข่าวกล่าวว่า โดยตามมาตรา 32 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อาคารที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ ได้แก่ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน โรงมหรสพ โรงแรมตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น และพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) ขึ้นไป สถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตร.ม.ขึ้นไป อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัย รวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป และป้าย ให้ดำเนินการตรวจสอบสภาพอาคาร โครงสร้างของตัวอาคารและอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ของตัวอาคาร พร้อมกับให้รายงานผลการตรวจสอบ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือกทม.ทราบ พร้อมมาตรการควบคุมกรณีพบว่าอาคารมีความชำรุดในระดับต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้พักอาศัยและผู้ใช้อาคาร หากเจ้าของอาคารไม่ดำเนินการจะมีโทษตามกฎหมาย ซึ่งทางกทม.ได้แจ้งมีอาคารต้องตรวจสอบประมาณ 11,000 แห่ง
”จากเหตุแผ่นดินไหว กรมอยู่ระหว่างวิเคราะห์ความรุนแรงของเหตุการณ์ว่ามีความจำเป็นต้องปรับแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดหรือไม่ อย่างไรก็ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับแรงสั่นสะเทือนได้ ″รายงานข่าวกล่าว

