จากกรณี บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ผลิตเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีคำสั่งให้บริษัทระงับการประกอบกิจการโรงงานมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาทีมตรวจการสุดซอยของกระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าทำการตรวจสอบ บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่ามีการผลิตเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐานปริมาณ 7,433 ตัน มูลค่ากว่า 148.67 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดอายัด ดำเนินคดี และมีคำสั่งให้บริษัทระงับการประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดในทันทีนั้น
จากกรณีดังกล่าว คำว่า “เขตประกอบการอุตสาหกรรม” ปรากฏในหน้าสื่อบ่อยครั้ง นำมาสู่คำถามที่ว่าเขตประกอบการอุตสาหกรรมคืออะไร แตกต่างจากนิคมอุตสาหกรรม หรือสวนอุตสาหกรรม หรือโรงงานทั่วไปอย่างไร รวมถึง กรอ.มีแนวทางยกระดับการกำกับดูแลเขตประกอบการอุตสาหกรรมอย่างไร
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลว่า เขตประกอบการอุตสาหกรรม เป็นการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมโดยภาคเอกชน ซึ่งเอกชนเจ้าของโครงการต้องได้รับการพิจารณาและประกาศกำหนดเขตประกอบการอุตสาหกรรมจากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี กรอ.และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแล
โดย เขตประกอบการอุตสาหกรรม เป็นกลไกที่สร้างขึ้นภายใต้กฎหมายโรงงาน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งจากภายในและต่างประเทศเลือกเข้ามาตั้งโรงงานการผลิตอยูในเขต โดยโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมประเภทนี้ จะได้สิทธิประโยชน์ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) แต่การประกอบกิจการยังต้องปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายโรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน มีเขตประกอบการอุตสาหกรรมทั้งหมด 26 เขต มีโรงงานในเขตรวมกว่า 1.3 พันโรงงาน สร้างงานกว่า 1.3 แสนตำแหน่ง และมีเงินลงทุนรวมมากกว่า 6.2 แสนล้านบาท ดังนั้น เขตประกอบการอุตสาหกรรมจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตของประเทศ
ส่วน นิคมอุตสาหกรรม เป็นเขตพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งมีรัฐวิสาหกิจอย่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำกับดูแล โดย กนอ.ลงทุนเองหรือ กนอ.ลงทุนร่วมกับภาคเอกชนในการบริหารจัดการและจัดสรรที่ดินสำหรับให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปประกอบกิจการการผลิตรวมกันอย่างมีระบบ ระเบียบ และเป็นสัดส่วนในลักษณะรั้วรอบขอบชิด ประกอบด้วยพื้นที่อุตสาหกรรม สิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคอย่างครบครัน โดยโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาต ร.ง.4
ปัจจุบัน กนอ.กำกับดูแลท่าเรืออุตสาหกรรมสำคัญ 1 แห่ง และมีนิคมอุตสาหกรรมที่กำกับดูแลอยู่ทั้งสิ้น 71 แห่ง ใน 17 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่รวม 2 แสนไร่ มีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมกว่า 5.4 พันโรงงาน สร้างงานกว่า 1 ล้านตำแหน่ง และมีเงินลงทุนรวมมากกว่า 17 ล้านล้านบาท
ในขณะที่ สวนอุตสาหกรรม เป็นการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมโดยภาคเอกชนทั้งหมด เช่น สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี โดยโรงงานที่ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมต้องได้รับใบอนุญาต ร.ง.4 เช่นเดียวกับการทั้งโรงงานในพื้นที่ทั่วไป
กล่าวโดยสรุป คือ นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม เป็นการจัดสรรพื้นที่และการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคต่างๆ โดยการนิคมอุตสาหกรรม หรือภาคเอกชน เพื่อดึงดูดและเอื้อต่อการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการขยายขอบเขตของการพัฒนาพื้นที่จากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคบริการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงงานทั่วไปที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่ดังกล่าวในลักษณะ Stand Alone ซึ่งประเทศไทยมีโรงงานในกลุ่มนี้มากที่สุดกว่า 85% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งโรงงานในลักษณะนี้ ต้องได้รับใบอนุญาต ร.ง.4 ตามกฎหมายโรงงาน โดยมี กรอ.และ สอจ. ที่โรงงานนั้นตั้งอยู่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ปัจจุบันมีโรงงานในลักษณะนี้กว่า 7 หมื่นโรงงาน สร้างงานกว่า 4 ล้านตำแหน่ง และมีเงินลงทุนรวมมากกว่า 10 ล้านล้านบาท
เมื่อโฟกัสไปที่ประเด็นของเขตประกอบการอุตสาหกรรม เราจะพบว่าการออกประกาศกำหนดเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนยื่นขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกำหนดเขตประกอบการอุตสาหกรรม แต่โดยที่กฎหมายโรงงานไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการขอจัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรมไว้ เช่น การกำหนดจำนวนที่ดินที่จะขอจัดตั้งเขต การกำหนดให้เขตต้องมีระบบสาธารณูปโภคและระบบบำบัดมลพิษ รวมทั้งระบบป้องกันอัคคีภัยส่วนกลาง เป็นต้น
ทำให้ กรอ.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีการในการขอจัดตั้งเขตได้ นอกจากนี้ แม้ที่ผ่านมาจะได้มีการจัดตั้งเขตขึ้นมาโดยมีระบบส่วนกลางในเขตแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเกิดปัญหาในการกำกับดูแลโรงงานในเขตที่มีการลักลอบประกอบกิจการโรงงานโดยฝ่าฝืนกฎหมายและมีการผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง ดังเช่นกรณีของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด และบริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
อีกทั้ง ยังเกิดปัญหาในการกำกับดูแลระบบสาธารณูปโภค ระบบบำบัดมลพิษรวม ระบบป้องกันอัคคีภัยรวมของเขต เนื่องจากผู้จัดตั้งเขตไม่มีสถานะใดๆ ตามกฎหมายโรงงาน ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในเขต กรอ.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐผู้กำกับดูแลจึงไม่อาจออกคำสั่งใดๆ แก่เอกชนผู้ขอจัดตั้งเขตได้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่ไร้การควบคุม
เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน กรอ.จึงเดินหน้ายกเครื่องการกำกับดูแลเขตประกอบการอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด โดยการดึงเจ้าของเขตให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมของโรงงานภายในเขตของตน ด้วยการปรับแก้กฎหมายโรงงานในมาตรา 30 กำหนดสถานะของเอกชนผู้ขอจัดตั้งเขต ประกอบกับการวางกรอบ กำหนดหลักเกณฑ์การขอจัดตั้งเขตใหม่ทั้งหมด
ให้ กรอ.สามารถกำกับดูแลและสั่งการเอกชนเจ้าของเขตได้ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมให้การผลิตสินค้าในเขตเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าอุตสาหกรรม และมีการประกอบกิจการที่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยต่อประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียง
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้เกิดการย้ายโรงงานที่ตั้งอยู่ในลักษณะ Stand Alone ให้เข้ามาประกอบการผลิตในเขต โดยให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม 10 ปี เพื่อเป็นการสนับสนุนทางด้านผังเมืองให้เกิดการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) สร้างผลประโยชน์ร่วมกันทางด้านเศรษฐกิจเชิงพื้นที่
เพื่อยกระดับและพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างยั่งยืน

