บีโอไอเร่งจับคู่ธุรกิจไทยกับนักลงทุน 500 บริษัททั่วโลก ผุด SUBCON Thailand 2025
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยจากสถานการณ์การค้าโลกที่ทวีความรุนแรง ว่า ด้วยสถานการณ์การค้าโลกที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายฐานการผลิต และการหาผู้ผลิตชิ้นส่วนใหม่ ๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เพื่อปรับซัพพลายเชนให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับปัญหาการกีดกันทางการค้าได้ดียิ่งขึ้น บีโอไอจึงสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมระดับโลกเหล่านี้ให้ได้ ผ่านการเร่งสร้างเครือข่ายกับผู้ซื้อรายใหญ่ระดับโลก ล่าสุดเตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “SUBCON Thailand 2025” ระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤษภาคม 2568 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ
เพื่อจัดแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ พร้อมระดมผู้ซื้อกว่า 500 บริษัท จาก 11 ประเทศทั่วโลก จับคู่ธุรกิจผู้ประกอบการไทยกว่า 200 บริษัท ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ เป้าหมาย 8,000 คู่ คาดมูลค่าเชื่อมโยงกว่า 20,000 ล้านบาท จะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 45,000 คน ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจัดซื้อและรับช่วงการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

รายละเอียดในงานจะมีการเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยกับบริษัทระดับโลกในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน ในงานจะมีการเปิดพื้นที่พิเศษ “xEV Sourcing Zone” ให้กับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ในระดับ Tier 1 จำนวน 10 บริษัท เพื่อนำเสนอนโยบายจัดซื้อ และจัดแสดงชิ้นส่วนที่ต้องการจัดซื้อภายในประเทศ พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3
รวมทั้งพื้นที่แสดงศักยภาพการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ในอุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าของ 2 ค่ายรถยนต์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยูและฉางอาน และผู้บริหารระดับสูงจาก 6 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ เมอร์เซเดส-เบนส์ บีเอ็มดับเบิลยู ฮอนด้า โตโยต้า เอ็มจี และฉางอาน ร่วมเสวนา “ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน: โอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย ปรับตัวอย่างไรให้ตอบโจทย์ตลาดโลก”

