กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ สนง.ศาลยุติธรรม เชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้าน ยกระดับรัฐยุคดิจิทัล
วันที่ 6 พฤษาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรม และสำนักงานศาลยุติธรรม โดยนายธีระทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้องชมวิว ชั้น 22 อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ความร่วมมือนี้ เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย โดยทั้ง 2 หน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลคดีของศาลยุติธรรมและข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อตรวจสอบหรือติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดี พร้อมกับใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการพิจารณาคดี ทำให้สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ด้วยความรวดเร็ว ซึ่ง MOU ฉบับนี้จะเปรียบเสมือนการเปิดประตูเชื่อมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นาวอรมน กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานนี้ จะสร้างการเชื่อมโยงและประโยชน์ใน 3 ด้าน ดังนี้
1. การเชื่อมโยงระหว่างกันในข้อมูลคดีของศาลยุติธรรม และข้อมูลนิติบุคคล ที่อยู่ในการกำกับดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาทิ ข้อมูลคดีความผิดทางพินัย คำสั่งนายทะเบียนจดชื่อบริษัท/ห้างหุ้นส่วนคืนสู่ทะเบียน ข้อมูลบุคคลล้มละลาย และข้อมูลคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งการเชื่อมโยงนี้จะส่งผลดีให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับความน่าเชื่อถือ โปร่งใสตรวจสอบได้ และข้อมูลมีความถูกต้องมีคุณภาพ อันเป็นการอำนวยความสะดวกและทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
2.ประโยชน์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานคดี เพราะการเชื่อมโยงข้อมูลคือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานคดีให้มีระบบ สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Real Time โดยเฉพาะข้อมูลการติดตามสถานะคดีหรือสถานะนิติบุคคลที่เป็นปัจจุบันและแม่นยำ ส่งผลให้การวินิจฉัยข้อเท็จจริงและการปรับบทข้อกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล นำไปสู่การบริหารจัดการงานคดีอยู่ในกรอบระยะเวลา
3. ประโยชน์ด้านการจัดเก็บสถิติข้อมูลคดีและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสถิติคดีถือเป็นเครื่องมือประเมินผลสัมฤทธิ์การบังคับใช้กฎหมายได้ว่า กฎหมายนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่อย่างไร ทำให้กำหนดทิศทางอนาคตในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นางอรมน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่จำกัดแค่การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการจัดการองค์ความรู้ร่วมกันในการทำคดี การระงับข้อพิพาท ข้อกฎหมายต่างๆ รวมถึงรูปแบบการทำธุรกิจของนิติบุคคล ในยุคปัจจุบันอย่างธุรกิจ e-Commerce ที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องก้าวตามให้ทัน ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของทั้ง 2 หน่วยงาน อย่างไรก็ดี ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นรากฐานนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป และที่สำคัญที่สุดคือ ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ


