“พูลก๊าซใหม่” กดค่าไฟปลายปีต่ำกว่ามติกพช. 3.99 บาท
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นอกจากมติสำคัญอย่าง การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 ในอัตราไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคาต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ดำเนินการทั้งหมดโดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน
ที่ประชุมยังรับทราบผลศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และความคืบหน้าแนวทางการกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ หรือ “โครงสร้างพูลก๊าซใหม่” ตามนโยบายของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
มีสาระสำคัญของแนวทาง ดังนี้
1.โรงแยกก๊าซธรรมชาติทำหน้าที่เสมือนเป็นโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ (Utility) ในการให้บริการปรับปรุงคุณภาพและแยกผลิตภัณฑ์ให้กับผู้รับบริการทุกราย โดยกำหนดผลตอบแทนการลงทุนจากการประกอบกิจการอยู่ในระดับที่เหมาะสม
2.ราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ออกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Sales Gas) ที่นำมาคำนวณใน Pool Gas ควรมีราคาที่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (Gulf Gas) โดยนำมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ C2+ ที่ได้รับจากการจำหน่ายมาเป็นส่วนลดราคา (Discount) ในสัดส่วนที่เหมาะสม
3.กำหนดต้นทุนก๊าซธรรมชาติให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละภาคส่วน ดังนี้
-ก๊าซฯ ที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซฯ ให้ใช้ต้นทุนราคาก๊าซฯ จากอ่าวไทย (Gulf Gas)
-ก๊าซฯ ที่นำไปใช้ในการผลิต LPG สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ใช้ต้นทุนราคาก๊าซฯ จากอ่าวไทย
-ก๊าซฯ สำหรับภาคไฟฟ้า และ NGV ให้ใช้ราคา Pool Gas ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาและปริมาณของก๊าซฯ โดยเรียงลำดับความสำคัญจากแหล่งก๊าซฯ ในประเทศ
-ก๊าซฯ จากเมียนมา และ LNG ตามลำดับ
-ก๊าซฯ สำหรับภาคอุตสาหกรรมให้ใช้ต้นทุนจากราคา LNG ซึ่งใกล้เคียงราคาที่ซื้อขายจริงในปัจจุบัน
ซึ่งการกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่นี้ จะส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าถูกลง และไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี
หลังจากนี้ สนพ. จะดำเนินการหารือกับหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง อาทิ สศช. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กลุ่มอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการค้าก๊าซธรรมชาติ เพื่อสรุปหลักการและจัดทำแนวทางการดำเนินงานในรายละเอียด เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาต่อไป


ซึ่งขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์นี้คาดว่าจะดุเดือด เพราะฝ่ายเอกชนอย่าง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) คัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยเดินหน้ายื่นหนังสือถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คัดค้านนโยบายโครงสร้าง Pool Gas เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านการประชุมที่มีขึ้นวันที่ 6 พฤษภาคม
ด้วยเหตุผลว่า โครงสร้างนี้ไม่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วน พร้อมระบุ การที่กระทรวงพลังงานมีแนวคิดจะปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้า จะไม่ใช้ Single Pool Gas แบบปัจจุบันที่เฉลี่ยเป็นราคาเดียวกันในทุกภาคส่วน เปลี่ยนเป็นให้ภาคอุตสาหกรรม ที่มีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพียง 15% ของทั้งประเทศ รับภาระต้นทุน LNG นำเข้า ที่มีสัดส่วนถึง 30% ของทั้งประเทศ ของที่มีราคาสูงที่สุดไปทั้งหมด
จะส่งผลให้ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติของภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 60% ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตจากราคาเชื้อเพลิงสูงถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ จะส่งผลต่อเนื่องกับการจ้างงานกว่า 1.9 ล้านคน และความสามารถในการแข่งขันลดลง จะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาสินค้าที่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่ม เสี่ยงทำให้เกิดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
รวมทั้ง จะทำให้การขยายโครงการลงทุนในประเทศชะลอตัว ส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศต่อโครงการลงทุนในประเทศจะลดลง และเปลี่ยนไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีส่วนสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสูง
พร้อมกันนี้ กกร.ยังเสนอ 4 ข้อต่อรัฐบาล ประกอบด้วย
1.ศึกษาความเป็นไปได้ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ลดผลกระทบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของโครงสร้างพลังงานอย่างเหมาะสม และยั่งยืนมากกว่าแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยโยกตัวเลขตามแนวคิดข้างต้น
2.ราคาที่นำมาปรับใช้ ควรเริ่มต้นที่ราคา Single Pool Gas เหมือนกันทุกภาคส่วน กำหนดวิธีกำกับราคาเพิ่มเติมให้ภาคอุตสาหกรรม เช่น สูตรโครงสร้างราคาที่ควบคุมปริมาณการใช้ด้วย MDCQ หรือปริมาณการใช้ก๊าซเฉลี่ยต่อวัน คือเฉพาะปริมาณที่ใช้เกินกว่า MDCQ ให้ใช้ราคา LNG นำเข้า เพื่อลดปริมาณนำเข้า LNG หรือกำกับราคาแบบที่กำหนดราคาขั้นต่ำที่เหมาะสมซื้อขายก๊าซธรรมชาติ
3.ภาคอุตสาหกรรมควรได้รับสิทธิใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่เหมาะสมเป็นธรรม เพราะเป็นทรัพยากรภายในประเทศไทยที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน
4.เสนอให้รณรงค์ประหยัดพลังงานลดค่าใช้จ่าย และให้ความช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และภาคเอกชนในกลุ่มเปราะบางด้วยวิธีการอื่น แทนการผลักภาระให้ภาคใดภาคหนึ่ง
จะเห็นแม้ภาคเอกชน นำโดยกกร. ที่มีเอกชนทั้งกลุ่มปิโตรเคมีรายหลักอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ออกมาต่อต้านเต็มที่ ทั้งการยื่นหนังสือ และออกแถลงการณ์คัดค้านผ่านเวทีประชุมกกร.
แต่ท้ายที่สุด กพช.ก็มีมติรับทราบผลศึกษาโครงสร้างพูลก๊าซใหม่

เพราะในที่ประชุม นายพีระพันธุ์ ยืนยันโครงสร้างพูลก๊าซใหม่นี้ ค่าไฟจะลดลง เพราะผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะต้องกำหนดผลตอบแทน คือนำกำไรมาเป็นส่วนลดค่าไฟให้ประชาชน ขณะเดียวกันจะมีก๊าซจากเมียนมา และLNGบางส่วนมาผสม เพราะLNGส่วนใหญ่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องรับ จากเดิมภาคอุตสาหกรรมจะได้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยด้วย
โดยนายพีระพันธุ์ยังยืนยันว่าได้หารือกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว และพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงมีไม่มาก ค่าไฟที่ลดลงจะเป็นประโยชน์ทั้งประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ
ซึ่งโครงสร้างพูลก๊าซใหม่นั้น หากต้นทุนพลังงานโลกยังทรงตัวจากระดับปัจจุบัน ไม่ผันผวนรุนแรง โครงสร้างพูลก๊าซใหม่จะทำให้ต้นทุนค่าไฟลดลงได้อีก หรือลดลงมากกว่า 3.99 บาทต่อหน่วย
แม้ไม่สามารถยับยั้งนโยบายของนายพีระพันธุ์ได้ แต่หากดูในรายละเอียดของมติ จะพบว่าเป็นมติรับทราบผลศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างโครงสร้างพูลก๊าซใหม่ ขั้นตอนหลังจากนี้คือการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด นั่นแสดงว่านโยบายนี้ยังต้องผ่านอีกหลายด่านจึงจะมีผลบังคับใช้
กูรูพลังงานหลายเสียงยืนยัน นโยบายนี้ดีกับประชาชนเกิดประโยชน์เกิดกับคนไทยส่วนใหญ่ แต่ควรรับฟังเสียงทุกภาคส่วนให้รอบด้านมากกว่ารีบเร่ง เพื่อหาจุดสมดุลร่วมกันในภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปราะบาง
จะเดินหน้าสำเร็จ หรือโดนสกัดจนไปต่อไม่ไหว รอติดตาม!!

