กกร.หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2-2.2% บนฐานสหรัฐขึ้นภาษี10% ชี้ ขึ้นเป็น36% ศก.ดิ่ง 0.7% แนะเร่งเจรจา รักษาสมดุลเงินบาท อัดฉีดมาตรการกระตุ้นให้ตรงจุด
วันที่ 7 กรกฎาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า จากสงครามการค้ากดดันเศรษฐกิจโลกปี 2568 โตต่ำกว่าคาด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดประมาณการเติบโตของจีดีพีโลกปี 2568 ลงจาก 3.3% เหลือ 2.8% พร้อมเตือนว่ามาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการกีดกันทางการค้าจะส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกเติบโตเพียง 1.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าช่วงวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป (European crisis) เมื่อปี 2554 ทั้งนี้ประเทศหลักต่างมีสัญญาณลบ สะท้อนถึงความเปราะบางระยะข้างหน้า

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ฉะนั้น ที่ประชุมกกร. จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.0-2.2% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.4-2.9% ปัจจัยหลักจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยประเมินภายใต้สถานการณ์ที่ไทยถูกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่อัตรา 10% ในช่วงไตรมาส 2/68 (หลังมีการเลื่อนขึ้นภาษีเต็มรูปแบบออกไป 90 วัน) และอัตราภาษีในครึ่งปีหลังยังอยู่ที่ 10% ที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกทั้งปีเติบโตเพียง 0.3-0.9% จากประมาณการเดิมที่ 1.5-2.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5-1.0% ลดลงจากประมาณการเดิมเช่นกัน แต่ถ้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตรา 36% ในครึ่งปีหลัง จีดีพีปี 2568 จะโตเพียง 0.7%-1.4% เหตุจากการส่งออกทั้งปีอาจหดตัวได้มากถึง -2% ทั้งนี้ ปัจจัยลบจากสงครามการค้าสามารถก่อให้เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่ถึง 1.6 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า
นายเกรียงไกร กล่าวว่าที่ประชุม กกร. จึงมองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดภาษีให้สำเร็จ และ สนับสนุนภาครัฐในการดำเนินแนวทางการป้องกันผลกระทบโดยเฉพาะการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure) เพื่อช่วยปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศไทยที่มีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งภาครัฐจะต้องบูรณาการความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าและส่งออก มีการใช้ระบบดิจิทัล เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์สินค้านำเข้าจากการเบี่ยงเบนทางการค้า รวมทั้งมีการปรับกระบวนการ โดยให้ภาครัฐสามารถเริ่มเปิดไต่สวนได้ทันทีหากพบว่ามีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติเพื่อให้สามารถป้องกันผลกระทบได้ทันต่อสถานการณ์

นายเกรียงไกร กล่าวว่านอกจากนี้ กกร. ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิสินค้าส่งออกจากไทยไปตลาดสหรัฐฯ โดย นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ ถึงแนวทางการเพิ่มความเข้มงวดในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form C/O ทั่วไปของไทยให้มากขึ้น ซึ่งเห็นชอบร่วมกันว่าในช่วงเข้มงวดนี้ จะให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นเพียงหน่วยงานเดียวที่จะออกหนังสือรับรอง Form C/O ทั่วไป สำหรับรายการสินค้าเฝ้าระวังสินค้าส่งออกจากไทยไปตลาดสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันกรมการค้าต่างประเทศ มีการประกาศรายการสินค้าเฝ้าระวังแล้ว จำนวน 65 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิม 49 รายการ
นายเกรียงไกร กล่าวว่ารวมทั้งภาครัฐยังต้องติดตามผลการเจรจาของประเทศคู่แข่งของไทย เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งหากประเทศเหล่านี้สามารถเจรจาขอยกเว้นหรือลดอัตราภาษีนำเข้าได้ต่ำกว่าไทย ก็อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้ ขณะเดียวกันการที่สหรัฐฯ และจีนได้ส่งสัญญาณที่จะเตรียมการเจรจาเพื่อคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ก็เป็นสัญญานบวกต่อการค้าโลก

นายเกรียงไกร กล่าวว่านอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าระดับที่ธุรกิจแข่งขันได้ โดยค่าเงินบาทของไทยนั้นแข็งค่าเป็นอันดับที่3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากญี่ปุ่น และ ฟิลิปปินส์ ควรให้ความสำคัญกับการดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็วจนเกินไป เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถรับรู้และปรับตัวได้ทันการณ์
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อลดผลกระทบจากนโยบายขึ้นภาษีของภ
สหรัฐฯ ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะการทำมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปนั้นเป็นแนวทางที่จะเห็นผลเร็วที่สุดในระยะสั้น ขณะที่ กรณีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจเลื่อน หรือยกเลิก การแจกเงินโครงการดิจิทัล เฟสที่3 สำหรับกลุ่มอายุ 16-20 ปีนั้น ทางเอกชนไม่ได้คิดว่าจะต้องยกเลิกมาตรการกระตุ้นเช่นนี้ แต่ควรทำให้การแจกเงอนดำแหระตุ้นเศรษฐกิจ ตรงจุดและกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

