หน้าแรก เศรษฐกิจ สำรวจ ‘คอนโด’...

สำรวจ ‘คอนโด’ หลังแผ่นดินไหว 10 แนวโน้มอนาคต ลุ้นพีคปี’70

8.05.25 | 12:33 น.

ฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มีนาคม 2568 ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดคอนโดมิเนียม “ช็อก” ไปสักระยะหนึ่ง หลังคนผวาการอยู่อาศัยบนตึกสูงระฟ้า


ล่าสุดเริ่มเห็นบางโครงการลูกค้าขอชะลอโอนกรรมสิทธิ์ออกไป ส่วนหนึ่งเกิดจากยังไม่มั่นใจในโครงสร้างของอาคาร จึงต้องการยืดเวลาออกไปตั้งแต่ 2-6 เดือน ซ้ำเติมภาพรวมตลาดชะลอตัวมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่พฤติกรรมของลูกค้าปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ หันไปให้ความสนใจซื้อคอนโดโลว์ไรส์สูงไม่เกิน 8 ชั้นมากขึ้นเช่นกัน

“อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังเกิดแผ่นดินไหว มียอดขายหายไปบ้าง โดยเฉพาะคอนโดตึกสูงๆ เนื่องจากคนยังแพนิก แต่หลังบริษัทเพิ่มด้านการบริการหลังการขาย เข้าไปตรวจสอบโครงการ เร่งแก้ไข มีการเคลมประกัน ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและยอดขายก็กลับมาเป็นปกติ แต่เป็นยอดขายของโครงการคอนโดโลว์ไรส์และแนวราบที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ยอดขายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาหลังเกิดแผ่นดินไหวจึงยังไม่ตก คาดว่าไตรมาสที่ 2 ยอดโอนยังเป็นไปตามเป้ากว่า 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด 2,500 ล้านบาท และแนวราบประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท

Advertisement

ด้าน “โสภณ พรโชคชัย” ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) และนายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล มองว่า ห้องชุดยังสามารถขายได้ หลังได้ทำการสำรวจถึงภาวการณ์ขายที่เกิดขึ้น โดยได้ออกเก็บตัวอย่างโครงการอาคารชุดที่สูงตั้งแต่ 20 ชั้นขึ้นไป จำนวน 37 โครงการยังขายอยู่ขณะนี้ในเขตกรุงเทพฯ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวโดยตรง เพื่อดูว่าภาวะการขายในเดือนเมษายน 2568 เป็นอย่างไรบ้าง ยังขายได้หรือไม่

จากผลสำรวจในจำนวนรวมของหน่วยขายห้องชุดในโครงการรวมกันทั้งหมด 7,783 หน่วย พบว่ามีหน่วยขายที่ขายได้เฉพาะในเดือนเมษายน จำนวน 77 หน่วย ถ้าหากสำรวจครบทั้ง 30 วันของเดือนเมษายน และหากไม่คิดว่าเดือนนี้มีวันหยุดเป็นจำนวนมาก ก็อาจอนุมานได้ว่าหน่วยที่ขายได้ในเดือนเดียวนี้ น่าจะมีประมาณ 100 หน่วย หรือประมาณ 1.3% ของอุปทานทั้งหมด ในขณะที่ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 ห้องชุดของโครงการ 37 แห่งดังกล่าว ขายได้ 397 หน่วย หรือ 4.9% ของทั้งหมด หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.6% สะท้อนว่าแม้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ก็ทำให้ยอดขายต่อเดือนลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ

“โสภณ” ยังประเมินภาพห้องชุดที่ขายได้ในเดือนเมษายน 2568 โดยแยกเป็นรายกรณี เริ่มจากระดับราคาพบว่ากลุ่มใหญ่สุดคือราคา 5-10 ล้านบาทต่อหน่วย หรือ 44% และราคา 3-5 ล้านต่อหน่วย หรือ 27% โดย 2 กลุ่มนี้รวมกันถึง 71% แต่เมื่อดูกรณีราคาต่อตารางเมตร พบว่ากลุ่มใหญ่สุดคือราคา 150,001-200,000 บาทต่อ ตร.ม. หรือ 38% และห้องชุดราคา 100,001-150,000 บาทต่อ ตร.ม. หรือ 30% โดย 2 กลุ่มนี้รวมกันถึง 68% ขณะที่กรณีจำนวนห้องนอน พบว่ากลุ่มใหญ่สุดคือ ห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนหรือ 32% และห้องชุดแบบ 2 ห้องนอนหรือ 23% โดย 2 กลุ่มนี้รวมกันถึง 55% สุดท้ายกรณีขนาดตารางเมตรของห้องชุด พบว่ากลุ่มใหญ่สุดคือห้องชุดที่มีขนาด 31-40 ตร.ม. หรือ 44% และห้องชุดขนาด 41-50 ตร.ม. หรือ 16% โดย 2 กลุ่มนี้รวมกันถึง 60%

นอกจากนี้ “โสภณ” ยังได้สรุปภาพว่า 1.หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ผู้มีความต้องการจะซื้อคอนโดมีท่าทีระมัดระวังและชะลอการตัดสินใจ 2.เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ความเชื่อมั่นได้ทยอยกลับคืนสู่ภาวะปกติ เริ่มมีการเข้าชมโครงการที่เพิ่มขึ้น แต่ยังชะลอการซื้อ รวมถึงยอดขายและราคาขายยังทรงตัวไม่ปรับเปลี่ยนมากนัก

3.ระดับราคาขายส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับราคาลดลง ราคายังคงทรงๆ แต่จะเสนอเงื่อนไขการดูแลห้องหลังการขายให้ลูกค้ามากขึ้น และมีลูกค้าบางกลุ่มที่ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยคาดหวังว่าจะมีโปรโมชั่นพิเศษหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว

4.โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและยังเปิดขายอยู่ ที่ได้รับผลกระทบช่วงนี้จะอยู่ในระหว่างการปิดซ่อมแซมภายใน และทยอยเปิดเข้าชมภายในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ลูกบ้านยังคงอาศัยได้ตามปกติ 5.โครงการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ลูกค้าไม่สามารถเข้าพักได้ ทางโครงการรับผิดชอบ โดยซ่อมแซมห้องชุดให้ และให้ค่าที่พัก airbnb จำนวน 20,000 คอยน์ ภายในระยะเวลา 1 เดือน

6.โครงการที่อยู่ในระหว่างก่อสร้าง จะได้รับผลกระทบน้อย ยังสามารถขายได้ตามปกติแต่ยอดขายอาจจะลดลงประมาณ 50% จากก่อนเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากผู้ซื้อส่วนหนึ่งยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการพักอาศัยในอาคารสูง

7.ชาวต่างชาติยังให้ความสนใจซื้อห้องชุดในไพรม์แอเรีย แต่จะเลือกพิจารณาโครงการที่มีระบบโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง มีการออกแบบรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ดี 8.โครงการ High-Rise โดยรวม จะได้รับผลกระทบด้านความรู้สึกสำหรับบางกลุ่ม แต่ยูนิตในชั้นล่างๆ กลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้โครงการที่ยังมีห้องว่างในชั้นล่างมีโอกาสขายได้เพิ่มขึ้น

9.โครงการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงสูงในบางชั้น หากได้รับผลกระทบสูง จะหยุดให้เยี่ยมชมห้องตัวอย่าง จะอยู่ในช่วงรีโนเวต แต่ยังเปิดขายอยู่ปกติ 10.โครงการที่มีลูกค้าขอคืนห้องและไม่ส่งดาวน์ต่อมีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะแค่จองไว้ก่อนเกิดแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายจึงยกเลิก

ส่วนทิศทางในอนาคต “โสภณ” มองว่า 1.ความนิยมโครงการ Low-rise เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงโครงการ High-rise ชั้นล่างจะได้รับความสนใจมากขึ้น 2.โครงการ Low-rise จะมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน 3.ผู้ซื้อจะเน้น“ความปลอดภัย” และ “ความแข็งแรงของโครงสร้าง” เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ

4.ผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการแล้วเสร็จ และโครงการส่วนใหญ่ของบริษัทได้รับผลกระทบน้อย มีความแข็งแรงในเรื่องของโครงสร้างอาคารจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้มากขึ้น 5.บริการหลังการขาย รวมถึงการดูแลแก้ปัญหาให้ลูกบ้านที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ จะได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้น และมีการบอกต่อ

6.แนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคสะท้อนการให้ความสำคัญกับอาคารที่มีความเสี่ยงต่ำ และการตัดสินใจซื้อที่รอบคอบยิ่งขึ้นในภาวะที่มีเหตุการณ์ไม่แน่นอน 7.การประชาสัมพันธ์และโฆษณาจะเปลี่ยนจากเดิม โดยเน้นเรื่องโครงสร้างอาคาร วัสดุก่อสร้างที่มีความแข็งแรง มีมาตรฐานการทนแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้

8.คนที่มีกำลังซื้อส่วนหนึ่งจะมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบแทนอาคารชุดทำให้ยอดขายบ้านแนวราบเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2/2568 9.นักลงทุนชะลอการลงทุนในอาคารชุดในระยะหนึ่งแต่คงไม่เกินสิ้นปีนี้ 10.คาดการณ์ว่าประมาณ 1-2 ปี กลุ่มผู้ซื้อจะกลับมาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากจำเป็นต้องทำงานหรืออยู่อาศัยในเขตเมืองชั้นในหรือชั้นกลาง จึงต้องอาศัยอยู่ในอาคารชุดเป็นสำคัญ

ดังนั้นในระหว่างนี้ ผู้ประกอบการต้องดูแลผู้ซื้อห้องชุดให้ดีที่สุด เพื่อแสดงความรับผิดชอบและเป็นโอกาสในวิกฤต สร้าง “แบรนด์” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต