อานิสงส์บ้านใหม่ ชะลอตัวยาว มาตรการลดค่าโอนและจำนอง 0.01% ดันตลาด”บ้านมือสอง”โตสนั่น 30% เกิดธุรกิจเอสเอ็มอีอสังหาฯ นายหน้า สถาปนิก หมอ วิศวะ พนักงานประจำ แห่ซื้อลงทุนรีโนเวต ฟันกำไร 10-15% สร้างรายได้เสริม เผยกทม. สมุทรปราการ ชลบุรี นนท์ อีอีซี ทำเลฮอต
เมื่อวันที่ 7 พฤาภาคม นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เรียลเอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่ตลาดอสังหาฯหดตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น คือธุรกิจเอสเอ็มอีอสังหาฯมือสอง เป็นการร่วมกันระหว่างนายหน้าและสถาปนิกที่ซื้อบ้านมือสองจากกรมบังคับคดีมาลงทุนรีโนเวตใหม่ขายต่อ ได้กำไร 10-15% ต่อหลัง สูงกว่าบ้านใหม่ที่ได้กำไรหลักเดียว สะท้อนจากยอดโอนปี 2567 มีจำนวน 347,799 หน่วย พบว่าเป็นการโอนบ้านมือสอง 62% หรือ 217,072 หน่วย สูงกว่าบ้านใหม่ซึ่งอยู่ที่ 38% หรือ 130,727 หน่วย ทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ยังสามารถขับเคลื่อนได้โดยบ้านมือสอง เพราะตลาดบ้านใหม่ชะลอตัวและมีแนวโน้มจะหดตัวอีก จึงมีโอกาสจะเห็นผู้ประกอบการอสังหาฯ เข้าไปทำธุรกิจบ้านมือสอง เป็นทางเลือกของการทำธุรกิจ นอกเหนือจากรัดเข็มขัด ปรับแผนพัฒนาโครงการขนาดเล็กและแนวราบไฮเอนด์ ทั้งนี้ด้วยสต๊อกคงค้างในตลาดกว่า 2 แสนหน่วย คาดว่ากว่าจะระบายหมดคงใช้เวลา 4 ปี
“คนนิยมซื้อบ้านมือสอง เพราะทำเลอยู่ในเมือง ราคาดึงดูดใจมากกว่าบ้านใหม่ 15-20% ขณะที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผ่อนต่อไม่ไหว ก็ยอมถูกยึด ทำให้บ้านมือสองไหลเข้ากรมบังคับคดีตลอดเวลา ทำให้นายหน้าและสถาปนิกเห็นช่องทางทำธุรกิจ ทางสถาพรเองก็กำลังศึกษาธุรกิจบ้านมือสองเช่นกัน เพราะแนวโน้มตลาดเติบโตค่อนข้างดี ยังมีแผนจะรุกโมเดลเช่าเพื่อซื้อมากขึ้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถกู้และซื้อบ้านได้ หลังผลตอบรับที่โครงการทาวน์โฮมวัชรพลค่อนข้างดี”นายสุนทรกล่าว
นายประวิทย์ อนุศิริ นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีบ้านว่างในตลาดประมาณ 1.4 ล้านหลัง เป็นบ้านมือหนึ่ง 4 แสนหลัง บ้านมือสอง 8-9 แสนหลัง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ NPA จากธนาคารและกรมบังคับคดี ซึ่งตลาดบ้านมือสองเติบโตมากในปัจจุบัน หลังมีมาตรการลดค่าโอนและจำนอง 0.01% ทำให้ลูกค้าลดภาระค่าใช้จ่ายจาก 1.4 แสนบาท เหลือ 700 บาท ประกอบกับมีนักลงทุนรายย่อยซื้อบ้านมือสองไปรีโนเวตขายสร้างรายได้กันมาก ทั้งกลุ่มนายหน้า กลุ่มคนชั้นกลาง และพนักงานประจำที่ทำเป็นอาชีพเสริม เช่น นายแพทย์ วิศวะ สถาปนิก เป็นต้น การที่บ้านมือสองเป็นที่นิยม เนื่องจากอยู่ทำเลที่สะดวก ราคาต่อรองได้ ไม่มีเงินดาวน์ และธนาคารปล่อยกู้ง่ายกว่าบ้านใหม่ เนื่องจากเป็นทรัพย์ลูกค้าธนาคารอยู่แล้ว โดยปีนี้คาดตลาดจะเติบโตจากปีก่อนหน้า 30% โดยทำเลที่เติบโตมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ รองลงมาสมุทรปราการ ชลบุรี และนนทบุรี รวมถึงพื้นที่อีอีซี ที่มีขายโรงงานและโกดังให้เช่ากันจำนวนมาก
“จากตลาดที่ขยายตัวขึ้น มีต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจบ้านมือสองในไทยมากขึ้น ซึ่งมี 3-4 บริษัทที่เป็นรายใหญ่ ลงทุนเป็นระดับ 1,000 ล้านบาท จากญี่ปุ่นและยุโรป ส่วนจากจีนก็มีบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นระดับกลาง-ล่าง”นายประวิทย์กล่าว

