อิ๊งค์ ถก บ.ยักษ์ดิจิทัลชูไทยฮับภูมิภาค ยกระดับดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ กกร.หั่นจีดีพีเหลือ 2.0-2.2% ผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ พานายอเดบาโย โอกุนเลซี (Adebayo Ogunlesi) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GIPและคณะ เข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางยกระดับ โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย
น.ส.แพทองธารเปิดเผยว่า ยินดีต่อความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ พาร์ตเนอร์ส(Global Infrastructure Partners: GIP) บริษัท GIP ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะด้านศูนย์ข้อมูล เชื่อมั่นว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนในด้านนี้เพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันกับยุคดิจิทัลในโลกสมัยใหม่ รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ
“รวมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งรัฐบาลได้สร้างความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ Microsoft, Google และ TikTok โดยต้องการเพิ่มพูนความร่วมมือกับบริษัท GIP ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ และการฝึกอบรมคนไทย โดยอาจพิจารณาเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการศึกษากับมหาวิทยาลัยของไทยเพิ่มเติม ซึ่งประธานบริษัท GIP ยินดี และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่” น.ส.แพทองธารกล่าว
นายศุภชัยกล่าวว่า เชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัล และ AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่างพากันเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ยืนยันความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย และพันธมิตรระดับนานาชาติอย่าง GIP เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยให้ตอบโจทย์การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค
นายอเดบาโย โอกุนเลซี (Adebayo Ogunlesi) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GIP กล่าวว่า ภาพรวมของบริษัท GIP ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำของเครือ BlackRock ให้บริการด้านการลงทุน ที่ปรึกษาทางการเงิน และโซลูชั่นการบริหารความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยทั้ง GIP และ BlackRock มีสำนักงานอยู่ในไทย และเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตนเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ซึ่งผลักดันเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคได้ ชื่นชมวิสัยทัศน์ และแนวนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายอเดบาโย โอกุนเลซี (Adebayo Ogunlesi) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ พาร์ตเนอร์ส (Global Infrastructure Partners: GIP) และคณะ True iDC เพื่อหารือถึงแนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ จุดหมายของรัฐบาลคือ การปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน เพื่อไปสู่จุดนั้น เราต้องเดินเครื่องเต็มกำลังโดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย ที่ผ่านมา เรามีการลงทุนจากหลายบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะจาก Google, Microsoft, Tiktok (ByteDance) ในอนาคตเราตั้งเป้าขยับการลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจด้านพลังงานสะอาด, AI การมุ่งหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจครั้งสำคัญนี้ รัฐบาลเดินคนเดียวไม่สำเร็จ แต่ต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน เชื่อว่าการพูดคุยในวันนี้จะเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการทำงานร่วมกัน ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนได้สำเร็จ
วันเดียวกัน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า จากสงครามการค้ากดดันเศรษฐกิจโลกปี 2568 โตต่ำกว่าคาด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดประมาณการเติบโตของจีดีพีโลกปี 2568 ลงจาก 3.3% เหลือ 2.8% พร้อมเตือนว่ามาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการกีดกันทางการค้าจะส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกเติบโตเพียง 1.7% ถือว่าต่ำกว่าช่วงวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป (European crisis) เมื่อปี 2554 ทั้งนี้ ประเทศหลักต่างมีสัญญาณลบ สะท้อนถึงความเปราะบางระยะข้างหน้า ฉะนั้น ที่ประชุม กกร.จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.0-2.2% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.4-2.9% ปัจจัยหลักจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐ

