ธปท.ชี้พายุหมุนกำลังเข้าตี ศก.ไทย คาดจุดต่ำสุดอาจเป็นไตรมาสสุดท้ายปี’68 หนุนรัฐบาลทบทนทวนแจกเงินหมื่น เฟส 3
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press) ครั้งที่ 1/68 ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง โดยมาตรการตอบโต้ของสหรัฐและอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจน ในการแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ได้สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจปัจจุบัน เปรียบเสมือนพายุที่กำลังจะเข้ามา โดยเชื่อว่าจะใช้เวลานานและไม่จบเร็ว
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะเติบโตแบบวี (V) ขากว้าง ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกันเชื่อว่าเพียงพอที่จะรองรับกับพายุที่กำลังจะเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายตามความเหมาะสม อย่างไรก็ดี สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เรียกว่าวิกฤต การขยายตัวของเศรษฐกิจอาจจะลดลง แต่ยังไม่ติดลบ เหมือนวิกฤตช่วงโควิด-19 ปี 2563 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540

“มองไปข้างหน้าขณะนี้พายุมาแน่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะมีการเร่งนำเข้าเร็วขึ้น แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2568 คือภาษีกำลังจะขึ้น แต่ก็มีบางอย่างเริ่มเห็น จากความไม่แน่นอนในเรื่องการลงทุนที่ชะงักไป แต่ถามว่าท้ายที่สุดพายุที่เข้ามาจะโดนเราจริงแค่ไหน ผลคงยังไม่เห็นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องดูของการเจรจาที่กำลังเกิดขึ้นทั้งของไทยกับสหรัฐ และประเทศอื่นๆ
ดังนั้น ผลหนักจริงคงเกิดในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งอาจจะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย แต่คงไม่เร็วกว่านั้นอย่างแน่นอน และพายุรอบนี้จะใช้เวลานานและไม่จบเร็ว ขณะที่การปรับตัวต้องใช้เวลายาวนานเช่นกัน โดยไม่ต่ำกว่าเป็นปี” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวต่อว่า ยอมรับว่ากระสุนทั้งนโยบายการเงินและการคลังมีจำกัด จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ ซึ่งมองว่าบางมาตรการอาจไม่เหมาะสม เช่น เน้นเรื่องการกระตุ้นการบริโภค ผลต่อการช่วยมีแค่นี้อาจไม่ตอบโจทย์ เพราะตอนนี้สิ่งที่กังวลคือสินค้าที่กำลังจะทะลักเข้ามาในไทย แต่ถ้ากระตุ้นการบริโภคอาจกลายเป็นกระตุ้นสินค้าต่างประเทศแทนที่จะกระตุ้นในไทย ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ อาทิ แก้ไขกฎระเบียบ อุปสรรคการลงทุน เป็นต้น
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับการทำโครงการกระตุ้นการบริโภคในบริบทของเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ธปท.ยังไม่เปลี่ยนความเห็นไปจากเดิมว่าการทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะต้องดูความคุ้มค่าและประสิทธิผลให้ดี อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังความเห็น ธปท.ที่จะมีการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ ยิ่งยามนี้ที่สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ทั้งกรณีภาษีทรัมป์ บวกกับสินค้าจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในไทย ก็เป็นความเหมาะสมที่รัฐบาลจะทบทวน

“ความเห็นเราคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยสื่อสาร คิดว่าโครงการนี้จะต้องดูเรื่องความคุ้มค่า ประสิทธิผลให้ดี และยิ่งยามนี้ที่สถานการณ์เปลี่ยนไป มีทั้งเรื่องความท้าทายใหม่ๆ ที่มา บวกกับสินค้าจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในไทย” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

