หน้าแรก เศรษฐกิจ รมว.อุตฯ ลุยส...

รมว.อุตฯ ลุยสอบ จุดต้องสงสัย โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไฟไหม้ ลอบเปิดกิจการหรือไม่

12.05.25 | 18:55 น.

รมว.อุตฯ ลุยสอบ จุดต้องสงสัย โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไฟไหม้ ลาดกระบัง ลอบเปิดกิจการโรงงานหรือไม่ 

วันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายความคืบหน้า เหตุเพลิงไหม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ในซอยฉลองกรุง 55 เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยบริเวณชั้นใต้ดินของโรงงานยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาอย่างหนาแน่น เจ้าหน้าที่ใช้ไม้อัดปิดช่อง เพื่อไม่ให้ลมเข้าไปชั้นใต้ดิน

ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่มายังศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ เปิดเผยว่า การดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรม แบ่งเป็น 2 เรื่อง คือการช่วยเหลือ และสาเหตุของเพลิงไหม้

เรื่องการช่วยเหลือ ตอนนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานเอาโฟมดับเพลิงมาปริมาณ 1.5 หมื่นลิตร เพื่อสนับสนุนการดับเพลิง เพราะเม็ดพลาสติกยังมีความร้อน ทำให้การใช้น้ำดับเพลิงทำได้ไม่สมบูรณ์ หากฝนหยุด ไฟจะปะทุขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ในระหว่างที่ฝนตก จะนำโฟมไปฉีดเพื่อดับไฟ

Advertisement

อีกส่วนหนึ่งได้ประสานนำรถโมบายสำหรับตรวจสภาพอากาศจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี 2 ชุด ชุดแรกจะตรวจสภาพอากาศในภาพรวมว่าดีหรือไม่ดี ส่วนอีกชุดได้ประสานมาจากจังหวัดระยอง จะตรวจโดยละเอียดว่า สารเคมีที่ไหลออกไปสู่ชั้นอากาศนั้นมีอะไร ปริมาณเท่าไหร่บ้าง รวมถึงตรวจคุณภาพน้ำด้วย

สำหรับเรื่องสาเหตุเพลิงไหม้นั้น ต้องแยกก่อนว่า จุดที่เกิดเพลิงไหม้ไม่ใช่โรงงาน แต่เป็นโกดัง แต่โรงงานก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ โกดังของบริษัทมีการจดทะเบียน ขอใบอนุญาตอาคาร , ขออนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยมีการเก็บทั้งสินค้าที่ผลิตแล้ว และวัตถุดิบสำหรับใช้ในตัวโรงงาน

ส่วนตัวโรงงานก็มีการขอใบอนุญาตมาตั้งแต่ปี 2537 และปี 2554 มี 2 ใบอนุญาต เป็นโรงงานที่ผลิตเครื่องมือของใช้จากพลาสติก ซึ่งเป็นโรงงานที่อยู่ใกล้เคียงกัน เป็นของบริษัทฮันโฟนิกซ์ ที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ยี่ห้อ KING ส่วนโกดังของ สยาม เฮ้าส์ แยกออกมาเพื่อเก็บสินค้า

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์ และทราบว่าภายในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นโกดังของโรงงานมีเม็ดพลาสติกจำนวนมากถึง 300 ตัน และถูกเผาไหม้จนเกิดเป็นควันพิษ ส่งผลกระทบกับประชาชนและชุมชนโดยรอบ จึงได้สั่งการให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ประสาน บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) ขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ และโฟมดับเพลิง 15,000 ลิตร มาร่วมปฏิบัติการระงับเหตุ พร้อมสั่งการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำรถโมบายปฏิบัติการเคลื่อนที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศ จำนวน 2 คันมายังบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อตรวจวัดค่ามลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ยังได้ให้ กรอ.เก็บตัวอย่างน้ำในคลอง และแหล่งน้ำใกล้โรงงานว่า มีการปนเปื้อนค่าโลหะหนัก หรือสารพิษหรือไม่ด้วย

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า โกดังที่เกิดเพลิงไหม้จดทะเบียนขออนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคาร และประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กับทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยนิติบุคคลคนละแห่งกับบริษัทที่อยู่บริเวณใกล้โรงงาน ซึ่งได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว จะประสานกับ กทม. และกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบโดยละเอียดถึงสาเหตุเพลิงไหม้ รวมทั้งประเด็นผู้ประกอบการได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดหรือไม่

“ตอนนี้ให้ระงับเหตุบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว ซึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานในสังกัด จะช่วยสนับสนุนปฏิบัติการดับเพลิง เฝ้าตรวจสอบระดับมลพิษในอากาศและแหล่งน้ำ เพื่อรายงานผลให้กทม. และประชาขนได้ทราบโดยตลอด พร้อมประสานกับทาง กทม. เพื่อสืบหาสาเหตุเข้าตรวจสอบการขออนุญาตประกอบกิจการ หรือดัดแปลงอาคารว่าถูกต้องหรือไม่ ตลอดจนมาตรการความปลอดภัยและมลภาวะ”นายเอกนัฏกล่าว

ดังนั้น หลังจากควบคุมเพลิงได้ ก็จะให้เจ้าหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพื่อดูว่าตัวโกดังที่ไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน มีการลักลอบประกอบกิจการโรงงานหรือไม่ เพราะสงสัยอยู่ว่าทำไมจึงมีการจัดเก็บวัตถุดิบ เหตุเพลิงไหม้นี้มาจากการลักลอบประกอบกิจการโรงงานหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ตนมีความกังวลเรื่องนี้ เพราะเหตุไฟไหม้โกดังที่แสมดำ เมื่อเข้าไปตรวจสอบก็พบเครื่องจักร ดังนั้น จึงต้องรีบมาเพื่อบรรเทาเหตุเพลิงไหม้ และเตรียมตรวจสอบสาเหตุ ยืนยันว่าตนให้ความสำคัญกับการประกอบกิจการของโรงงานอุตสาหกรรม หากได้รับผลกระทบ ขอให้ร้องเรียนเข้ามา เพราะวันนี้ตนเห็นว่ามีปัญหาเรื่องช่องว่างทางกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่