นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานประชุมผู้ถือหุ้น ประจำปี 2560 ที่ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ราษฎร์บูรณะ ว่า โจทย์ของธนาคารที่สำคัญต่อไป คือ การปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกที่ภายใต้เทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งเป็นยุคที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ก่อนนั้นการทำธุรกรรมการเงินจะเกิดขึ้นเฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาติประกอบุรกิจธนาคารพาณิชย์ แต่ในอนาคตจะมีผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาและเข้ามาแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการทำธุรกรรมการเงิน ดังนั้น ต่อไปไม่สำคัญว่าธนาคารจะอยู่ตรงไหน แต่ธนาคารจะต้องจะต้องทำอย่างไรที่จะเข้าไปอยู่กับลูกค้าและตอบสนองบริการธุรกิจได้ เพราะคนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องล้มตายไปจากวงการธุรกิจ
ส่วนกรณีที่นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ(เอ็มดี) ของธนาคาร และประธานบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด (เคบีทีจี) ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาด้านเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมการเงินของธนาคาร ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระในปี 2562 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนเป็นต้นไปนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร เพราะการทำงานของธนาคารทำงานด้วยระบบไม่ได้ทำงานภายใต้บุคคลคนเดียว ส่วนจะมีการแต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่ขึ้นมาแทนหรือไม่ ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง
“เรื่องการลาออกของผู้บริหารระดับสูงเป็นเรื่องปกติของบริษัทเอกชนที่เกิดขึ้นทุกวันและแต่ละบรัทจะต้องปรับตัว อย่างไรก็ตามโอกาสในโลกมีอยู่มากมาย ก็เปิดทางให้เขาได้ออกไปหาโอกาสใหม่และทำสิ่งอื่นที่สนใจ” นายบัณฑูร กล่าว
ขณะที่นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวสั้นๆ ว่า ผมจะสิ้นสุดการเป็นพนักงานในวันนี้แล้ว ขอขอบพระคุณ ผู้ถือหุ้น คณะกรรมการและผู้บริหารที่ได้ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการทำงานของผมด้วยดี ตลอดระยะเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย ในโอกาสนี้ผมขออำลาและขอขอบคุณทุกท่านมาณที่นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีรนันท์ เริ่มทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย เมื่อปี 2531 และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยเมื่อปี 2556 จนถึงปัจจุบันก่อนจะลาออกดังกล่าว โดยรวมระยะเวลาการทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย 28 ปี 6 เดือน

