หอการค้ายุโรป เปิดตัวเอกสาร แนะปฏิรูปเชิงกลยุทธ์เชิงรุก ยกระดับขีดการแข่งขันของไทย
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม สมาคมการค้ายุโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (The European Association for Business and Commerce หรือ EABC) หรือหอการค้าสหภาพยุโรปในประเทศไทย เปิดตัวเอกสารท่าทีและจุดยืนของภาคยุโรปในประเทศไทยประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย: ขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปกฎหมาย”
เอกสารฉบับนี้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนภาษี ศักยภาพของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการด้านความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทย–สหภาพ ยุโรป และความพยายามของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในการผนวกเข้ากับเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางบริบทเหล่านี้ เอกสารท่าทีและจุดยืนของภาคยุโรปในประเทศไทยประจำปี 2568 ได้เน้นย้ำว่าการปฏิรูปโครงสร้างจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจยุโรป พร้อมกับ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขัน ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานของ EABC และสมาชิกจากหลากหลายภาคส่วน โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ข้อเสนอแนะต่างๆ สะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และการปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เอกสารฉบับนี้เน้นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและการกระชับความสัมพันธ์ไทย– ยุโรป เช่น การส่งเสริมความสะดวกในการทำ ธุรกิจผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ fast track การปรับปรุงระบบภาษีและศุลกากรให้ทันสมัย การเปิดเสรีด้านการลงทุน โดยเฉพาะในภาคบริการ และนโยบายด้านแรงงาน
นอกจากนี้ยังรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมนวัตกรรม การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการ ปฏิรูปโครงสร้างในภาคพลังงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการเสริมสร้างการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญา โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญคือความแน่นอนด้านนโยบาย การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง และการสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุน และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว

ข้อเสนอแนะเหล่านี้ถือว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนความคือหน้าในการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทย–สหภาพยุโรปและการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ความพยายามของรัฐบาลไทยในการเร่งการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล คือโอกาสสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
นางเรนิตา พัสการ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา หัวหน้าฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำ ประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสำคัญของเอกสารท่าทีและจุดยืนของภาคยุโรปในประเทศไทยประจำปี 2568 ว่า “เอกสารฉบับนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของ EABC ที่มีต่อเป้าหมายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ทันสมัย โดยขับเคลื่อนด้วยความสามารถในการแข่งขัน ความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ประเด็น สำคัญ เช่น ความแน่นอนของกฎระเบียบ การแข่งขันที่เป็นธรรม และการขจัดอุปสรรคทางการตลาด จำเป็นต้องอาศัยความ ร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้กำหนดนโยบายและภาคเอกชน เอกสารฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นเหล่านี้อย่างชัดเจน และเรา หวังอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอในเอกสารนี้จะช่วยส่งเสริมการหารือระหว่างรัฐบาลไทยและภาคธุรกิจยุโรป เพื่อนำไปสู่การแก้ไข อุปสรรคต่าง ๆซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเรา”
ด้านนางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ อธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ได้เกล่าปาฐกถาพิเศษเพื่อเน้นย้ำว่า “เช่นเดียวกับเอกสารแสดงจุดยืนในปีก่อนหน้าของทางสมาคมฯ เอกสารฉบับนี้ยังคงเป็นผลลัพธ์ของการระดมความคิดเห็น การวิจัย และการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ที่สะท้อนประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจยุโรปในหลากหลาย ภาคส่วน เราให้ความสำคัญกับความคิดเห็นเหล่านี้ และยินดีต้อนรับแนวคิดที่สร้างสรรค์และความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากภาคเอกชนยุโรป เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย”
ด้วยการผลักดันข้อเสนอแนะเหล่านี้ ประเทศไทยสามารถเสริมสร้างสถานะของตนในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจชั้นนำในภูมิภาค EABC ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ เพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ดียิ่งขึ้น



