GDPไทยไตรมาสแรก ‘จุดสูงสุดของปี’ ไตรมาสที่เหลือยังต้องลุ้น Trade deal

17.05.25 | 10:56 น.

บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมขอหยิบยกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ล่าสุด ซึ่งได้คาดการณ์ตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 1Q68 (GDP) ว่าจะเติบโตได้ราว +3.1% YoY แต่แนวโน้ม GDP ของไทยมีโอกาสที่จะเติบโตในอัตราชะลอตัวในไตรมาสที่เหลือ
ของปี โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังที่ยังต้องลุ้นผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-ไทย

⦁ภาพรวม GDP ไตรมาส 1/2568
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอฯ คาด GDP ไทยไตรมาสแรกของปี 2568 จะเติบโตได้ราว +3.1% YoY ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ โดยปัจจัยที่หนุนให้ตัวเลข GDP ยังเติบโตได้คือ การใช้จ่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงขยายตัว แม้จะเป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐจะยังคงใกล้เคียงกับใน 4Q67 เนื่องจากรัฐบาลสามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้ตามปกติ แต่ด้วยฐานที่สูงขึ้นทำให้อัตราการเติบโตชะลอตัว ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวในอัตราชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเข้มงวดของนโยบายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

การส่งออกขยายตัวเด่น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดใน 1Q68 เกินดุลถึง 3.55 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น +85% จาก 4Q67 คาดว่าเป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศเร่งสั่งซื้อสินค้าเพื่อสต๊อกสินค้าก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ หรือ Reciprocal tariff ในเดือนเมษายน ทั้งนี้ ปัจจัยที่เป็นลบและกดดัน GDP คือการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลง

⦁ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่เหลือ
แม้ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปีจะยังขยายตัวเด่น แต่จากการวิเคราะห์พบว่า GDP 1Q68 มีโอกาสที่จะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เริ่มเป็นลบมากขึ้น อาทิ การท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว โดยเห็นได้จากมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวตั้งแต่ 1Q68 และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอตัวอย่างชัดเจน

Advertisement

นอกจากนี้ การเร่งตัวขึ้นของมูลค่าการส่งออกในไตรมาสแรกของปี จากการเร่งสต๊อกสินค้าของผู้ประกอบการในต่างประเทศ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายนจะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ดุลบัญชีเดินสะพัดใน 2Q68 มีโอกาสที่จะชะลอตัวเทียบกับ 1Q68 การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังคงมีแนวโน้มเข้มงวด แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่เหลือของปี ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐคาดว่าจะไม่มีปัญหาการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ แต่ด้วยฐานที่เริ่มสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยทำให้อัตราขยายตัวชะลอตัวตั้งแต่ 2Q68

⦁มุมมองต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
การรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนใน 1Q68 ในภาพรวมยังเติบโตราว 4% YoY (ข้อมูลการรายงานงบการเงินถึง
วันที่ 15 พฤษภาคม) ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดฯคาดการณ์ไว้ และสอดคล้องกับประมาณการตัวเลข GDP แม้จะมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลการดำเนินงานอ่อนแอลงชัดเจน อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มท่องเที่ยว เป็นต้น

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่เหลือของปียังเปราะบาง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวของ GDP จะชะลอตัวในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น แม้กระนั้นปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้าได้ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว และหลังจากนี้จะทยอยผ่อนคลายลง แต่สำหรับประเทศไทยยังคงต้องติดตามผลสุทธิของอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-ไทย ที่ล่าสุดทางการไทยได้เริ่มต้นส่งข้อเสนอต่างๆ ไปทางรัฐบาลสหรัฐแล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อตัวเลข GDP ไทยในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะใน 3Q68-4Q68 ซึ่งผลของการเลื่อนเก็บภาษีของสหรัฐชั่วคราว 90 วัน จะหมดลงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ในกรณีที่สุดท้ายแล้วอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลงในเชิงเปรียบเทียบ การย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยอาจสะดุดลงและจะส่งผลไปถึงตัวเลขการส่งออกสินค้าไทย

Valuation ของตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่ “สะท้อนความกังวลทางเศรษฐกิจไปมากพอสมควรแล้ว” ทั้งในมุมของ Cyclically Adjusted PE (CAPE) และ PBV ต่างอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะ PBV ที่ลงมาใกล้ระดับ 1.0 เท่า ดังนั้น ในกรณีเลวร้ายหากยังไม่สามารถปลดล็อกการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-ไทยได้ ตลาดหุ้นไทยจะยังคงไม่น่าสนใจลงทุนในมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะชะลอตัว แต่ด้วย Valuation ที่ถูกก็จะเป็นปัจจัยที่จำกัด Downside ของตลาดหุ้นไทย

นอกจากนี้ ในกรณีที่ตลาดหุ้นไทยปรับลงมา มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนในประเทศจะมองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อกองทุน Thai ESGX เพื่อลดหย่อนภาษีฯ ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยช่วยจำกัด Downside ของตลาดหุ้น