หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ไทย สมายล์ บ...

‘ไทย สมายล์ บัส’ กดปุ่มศูนย์ควบคุมอัจฉริยะ TS-HUB… ใช้ AI พัฒนาบริการลูกค้า

18.05.25 | 10:07 น.

ปี2568 วงการรถโดยสารประจำทางของไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชน พร้อมใจกันเร่งพัฒนา “รถเมล์ไทย” ให้มีความทันสมัย คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโลก และมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับผู้โดยสารทุกเส้นทาง

ทางฝั่งเอกชน อย่าง “ไทย สมายล์ บัส” รถเมล์ไฟฟ้าปรับอากาศสีน้ำเงินของคนไทย ก็ได้นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแปลงโฉมรถเมล์ไทยต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ทุ่มทุนสร้างศูนย์ควบคุมการเดินรถ-เรือ อัจฉริยะ ครบวงจรที่ทันสมัย และระบบการทำงานคุณภาพเทียบเท่าหอบังคับการบิน!!

กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา

เปิดตัว TS-HUB ศูนย์ควบคุมการเดินรถ-เรือครบวงจร

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่แม่ทัพใหญ่ของรถเมล์ไฟฟ้าสีน้ำเงิน กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ได้นำเทคโนโลยีรถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงการแตกแขนงไปจนถึงการนำเรือไฟฟ้ามาให้บริการประชาชน ด้วยความหวังและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนประเทศไทยไม่ให้มีรถเมล์และเรือโดยสารที่ร้อน

กุลพรภัสร์ระบุ มีความเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมรถเมล์ไทยจะต้องเปลี่ยน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อให้เกิดการยกระดับธุรกิจจริงๆ เสียที

Advertisement

ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัท ไทย สมายล์ บัสจำกัด จึงจัดงาน The Shift Hub: A New Era of Transport for All หรือ “ศูนย์กลางแห่งการเปลี่ยนผ่าน จุดเริ่มของระบบขนส่งมวลชนยุคใหม่เพื่อทุกคน” พร้อมเปิดตัว ศูนย์ควบคุมการเดินรถ-เรืออัจฉริยะครบวงจร หรือ Transit Smart Hub (TS-HUB)

โดยบริษัททุ่มงบประมาณ 300 ล้านบาท สร้างศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะแห่งนี้ ลักษณะคล้ายกับหอบังคับการบินแต่มาใช้กับรถโดยสาร ที่จะคอยรวบรวมข้อมูล การเดินรถ เพื่อใช้บริหารจัดการทั้ง 124 เส้นทางของรถเมล์ไฟฟ้า-เรือโดยสารไฟฟ้า ไทย สมายล์ โบ้ต ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาอยู่บนจอพาโนรามิก ภายในห้องวอร์รูม ให้บริหารจัดการคุณภาพการให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อมูลที่จะเข้ามาในห้องวอร์รูม ได้แก่ Bus Stop Distribution แสดงความหนาแน่นของจำนวนรถที่ผ่านป้ายPassenger Flow Statistics การแสดงจำนวนผู้โดยสารตามป้ายต่างๆ Dispatching การปล่อยรถแต่ละสาย แสดงตำแหน่งรถแต่ละคันในเส้นทาง Alarm Report การแจ้งเตือนพฤติกรรมคนขับขณะให้บริการ Realtime CCTV ตรวจสอบกล้องเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ และ Data Dashboard สามารถติดตามตัวชี้วัดสำคัญขององค์กรสร้างความโปร่งใสและวัดผลได้

ข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา จะเรียกว่า “Data-Driven Company” ที่วิเคราะห์ว่าผู้โดยสารอยู่ตรงไหน ขึ้น-ลงป้ายใดความต้องการใช้รถคือเท่าใด ระยะห่างของรถ อัตราการใช้พลังงาน กระทั่งปัญหารถไปกองสะสมด้วยสภาพจราจร สิ่งเหล่านี้เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์จะหาได้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มากำหนดกลยุทธ์ พัฒนาบริการให้ลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น

ปัจจุบันไทย สมายล์ บัส มีรถโดยสารให้บริการ 1,650 คันรองรับผู้โดยสารเฉลี่ย 4-4.5 แสนคนต่อวัน สร้างรายได้ประมาณ 7 ล้านบาทต่อวัน โดยปี 2568 มีเป้าหมายจะทยอยเพิ่มรถโดยสารในระบบให้ครบ 2,150 คันและเตรียมรถเสริมหมุนเวียนอีก 200 คัน การเพิ่มจำนวนรถดังกล่าวคาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 5.5 แสนคนต่อวัน และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านบาทต่อวัน หรือรายได้รวมตลอดทั้งปีไม่ต่ำกว่า3,000 ล้านบาท

“ห้องวอร์รูมจะเป็นศูนย์รวมข้อมูลรถเมล์ไทย สมายล์ บัสทั้งหมด นำไปวิเคราะห์ด้วยเอไอ ทำให้มีการใช้บุคลากรน้อยลง ปัญหาคอยรถนานลดลง การร้องเรียนต่างๆ ลดลง และเชื่อว่าที่สุดความพึงพอใจจะมากขึ้นไปเกือบ 100% ฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้แค่ทุ่มเม็ดเงินแต่เป็นการทุ่มเทและใส่ใจนำมาพัฒนาปรับปรุงทุกมิติ ให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว โดยไม่มีการบวกเพิ่มค่าโดยสารใดๆ” กุลพรภัสร์ระบุ

ขณะเดียวกัน ไทย สมายล์ บัส ยังมุ่งพัฒนาการบริการ โดยเร่งขยายช่องทางจำหน่ายบัตร HOP Card เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถใช้จ่ายค่าโดยสารในเครือไทยสมายล์กรุ๊ป ทั้งรถเมล์ไฟฟ้าและเรือโดยสารไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ดี กุลพรภัสร์ระบุด้วยว่า ศูนย์ TS-HUB แห่งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสู่ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ ที่สอดรับกับเป้าหมายด้านการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และมีความพร้อมในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นๆ เพื่อรองรับการเป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต แต่ความเป็นจริงของธุรกิจรถเมล์มีหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้บริการผู้โดยสารวันละหลายแสนคน มีพนักงานอีกกว่า 5,000 คน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใดย่อมต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะ TSB เชื่อว่าต้องพัฒนา “คน” ไปพร้อมกับ “เทคโนโลยี” สร้างงานก่อเกิดอาชีพให้คนไทย เศรษฐกิจไทย เติบโตไปคู่กันถึงจะเป็นการยกระดับที่ยั่งยืน

ปรับค่าโดยสารใหม่แบบเป็นธรรม

อีกประเด็นผู้คนให้ความสนใจ คือแนวทางการปรับค่าโดยสารรูปแบบใหม่ ที่คำนึงถึงการเดินทางของประชาชนเป็นหลัก

โดย วรวิทย์ ชาญชญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการและกลยุทธ์ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ระบุว่า ไทย สมายล์ บัส กำลังศึกษาแนวทางการปรับสูตรการคำนวณค่าโดยสารใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีจำนวนป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทเตรียมที่จะเสนอขอปรับโครงสร้างตารางค่าโดยสารใหม่ จากเดิมที่มี 3 อัตรา คือ 15, 20 และ 25 บาท ปรับเปลี่ยนเป็น 5 หรือ 6 อัตรา เช่น 15, 17, 20, 22 และ 25 บาท เพื่อลดช่องว่างของราคาค่าโดยสารในแต่ละช่วง และให้สอดคล้องกับการใช้บริการจริงของผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น จะส่งผลให้ราคาค่าโดยสารมีความเป็นธรรมต่อการเดินทางมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างราคาปัจจุบันที่มีช่วงห่างถึง 5 บาท

การปรับโครงสร้างค่าโดยสารใหม่เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการดำเนินงานปัจจุบันที่มีจำนวนป้ายรถเมล์เพิ่มขึ้น ทำให้ระยะทางการเดินทางเฉลี่ยของผู้โดยสารเปลี่ยนแปลงไป การมีช่วงราคาที่ถี่ขึ้นจะทำให้ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารตามระยะทางที่เดินทางจริงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้โดยสารและบริษัทในระยะยาว

“ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้รายได้ของไทย สมายล์ บัส ลดลงประมาณ 7 ล้านบาทต่อเดือน โดยผลกระทบนี้จะเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป รวมกับก่อนหน้านี้บริษัทแบกรับภาระการสูญเสียรายได้จากการชดเชยส่วนลดให้กับผู้ถือบัตร HOP อีกประมาณ 8 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้โดยรวมแล้ว ไทย สมายล์ บัส สูญเสียรายได้จากค่าโดยสารรวมประมาณ 15 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการปรับลดค่าโดยสารนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม ทำให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้ในราคาที่ถูกลง” วรวิทย์ระบุ

ขยายเส้นทางรถเมล์ไฟฟ้า 3 จังหวัด

นอกจากนี้ ในปี 2568 ไทย สมายล์ บัส มีแผนเล็งขยายธุรกิจรูปแบบ B2G หรือ Business to Government (ลักษณะการทำธุรกิจระหว่างองค์กรกับภาครัฐ บริษัทขายสินค้าหรือบริการให้กับรัฐบาล) สู่ต่างจังหวัด พร้อมศึกษาแผนลงทุนระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดลำพูน พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี อีกด้วย

โดยวรวิทย์ระบุว่า ปัจจุบัน ไทย สมายล์ บัส จำกัดอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปดำเนินการระบบขนส่งสาธารณะใน 3 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี โดยรูปแบบการลงทุนนั้นจะเริ่มต้นจากการที่หน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดดังกล่าวมีความต้องการที่จะพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและมีรถโดยสารประจำทางให้บริการ จากนั้นจะมีการเสนอขอเปิดเส้นทางเดินรถไปยังกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และตามมาด้วยกระบวนการเปิดประมูลเพื่อให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ซึ่งไทย สมายล์ บัส แสดงความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประมูลในส่วนนี้

ส่วนปัจจัยหลักที่ ไทย สมายล์ บัส เลือกวางแผนเข้าไปให้บริการในจังหวัดลำพูน พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานีนั้น เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีประชากรหนาแน่น และมีความต้องการระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ การที่ไทย สมายล์ บัส มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้าจำนวนมากและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเป็นข้อได้เปรียบในการเข้าร่วมประมูลและให้บริการในจังหวัดเหล่านี้

“การขยายธุรกิจไปยังต่างจังหวัดถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทย สมายล์ บัส ในการเติบโตและสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร และจะเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สะสมมาจากการให้บริการในกรุงเทพฯและปริมณฑล การเข้าร่วมประมูลโครงการขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดยังเป็นการเปิดโอกาสให้ ไทย สมายล์ บัส ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนในจังหวัดเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น” นายวรวิทย์ระบุ

ขบ.ลุยทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะ 500 จุด

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดตัวศูนย์ควบคุมอัจฉริยะ ทางไทย สมายล์ บัส ได้รับเกียรติจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มาเป็นประธานการเปิดศูนย์ควบคุมอัจฉริยะแห่งใหม่ครั้งนี้

โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ร่วมแสดงความยินดีพร้อมกล่าวชื่นชมว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของระบบขนส่งมวลชน ที่ได้เห็นการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากไทย สมายล์ บัส ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทย มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ภาคขนส่งสาธารณะ มีศูนย์ควบคุมอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการสะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างแท้จริง ซึ่งตนเชื่อว่าการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาช่วยให้การบริการขนส่งสาธารณะของคนไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบกยังระบุ ปัจจุบัน ขบ.มีศูนย์บริหารจัดการเดินรถ (ศูนย์ GPS) ตรวจสอบติดตามรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก เรื่องการใช้ความเร็วเกินกำหนดหรือไม่ หรือการวิ่งรถออกนอกเส้นทางหรือไม่ ความตรงต่อเวลา ซึ่งใช้สำหรับบังคับใช้กฎหมาย

แต่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะของไทยสมายล์ บัส จะเป็นการยกระดับไปอีกขั้นของเอกชน ที่จะสามารถบริหารจัดการฟลีทรถของตัวเองได้ ตามความต้องการของผู้โดยสาร แก้ปัญหารถขาดระยะ และช่วยเติมความถี่ในเส้นทางที่มีความหนาแน่นได้อย่างเหมาะสม เมื่อมีรถบริการเพียงพอ ทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากศูนย์ปฏิบัติการประมวลผลเพื่อวางแผนในการให้บริการได้ในทุกด้านอีกด้วย

“แผนในอนาคต ขบ.ต้องการให้มีการจัดส่งข้อมูล เช่น กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีป้ายรถเมล์อัจฉริยะอีก 500 ป้าย ประชาชนสามารถทราบข้อมูลรถสายนั้นๆ จะมาถึงป้ายในอีกกี่นาที และตรวจสอบเส้นทางได้ด้วย เป็นการยกระดับบริการด้านขนส่งโดยสารทางบกไปอีกขั้น” อธิบดีกรมการขนส่งทางบกทิ้งท้าย

จะเห็นว่า ไทย สมายล์ บัส มีความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ไม่ใช่เพียงเพื่อความทันสมัย แต่เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางของผู้โดยสาร ควบคู่ไปกับการปรับปรุงการทำงานภายในองค์กรให้เป็นบริษัทที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสร้างความมั่นคงให้กับพนักงาน ภายใต้คำขวัญ “เดินทางด้วยรอยยิ้มใส่ใจสิ่งแวดล้อม” แม้จะยังไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดแต่ตนก็ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการ “ไม่หยุดพัฒนา และลงมือทำ” อย่างต่อเนื่อง

ดั่งที่ได้พิสูจน์แล้วจากผลงานที่ผ่านมา ทั้งการสร้างเครือข่ายรถเมล์ไฟฟ้า 2,350 คัน, อู่สาขา 24 แห่ง และสถานีชาร์จที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบไฟฟ้า EV เต็มรูปแบบ ด้วยวิสัยทัศน์นี้ เราอาจจะได้เห็นอนาคตของรถเมล์ไทยที่เปลี่ยนแปลงไป จากภาพจำของรถเมล์เก่าและปัญหาควันดำ สู่รถเมล์ไฮเทคที่ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีทั้งในตัวรถและระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ

ที่พร้อมยกระดับรถเมล์ไทยให้เทียบเท่าระดับสากล