
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เสมือนเป็น “พระเอก” มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ พระเอกคนนี้กำลังเริ่มอ่อนแรงจากความท้าทายใหม่ๆ ที่กระตุ้นให้ต้องเร่งปรับตัว
ภาคการท่องเที่ยวไทย: พระเอกตลอดกาล
ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 1.2 ล้านล้านบาท ในปี 2557 เป็น 1.9 ล้านล้านบาท ในปี 2562 หรือคิดเป็น 11% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาค
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึงเกือบ 40 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 25% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
ช่วงโควิด-19: บททดสอบความแข็งแกร่ง
เมื่อโรคโควิด-19 เริ่มระบาดในปี 2563 มาตรการจำกัดการเดินทางของประเทศต่างๆ รวมถึงไทยทำให้ภาคการท่องเที่ยวซบเซาไป แต่เรายังได้การท่องเที่ยวภายในประเทศประคับประคองไว้บ้าง เมื่อโควิดคลี่คลาย ไทยเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงกลางปี 2565 ภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ปี 2568: หวังไว้ไกล แต่อาจไปไม่ถึง
ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาประเทศไทยสูงถึง 35.55 ล้านคน หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยน่าจะกลับไปถึงระดับก่อนโควิดที่ใกล้ๆ 40 ล้านคนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่คาดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ถึง 80-90% ของระดับก่อนโควิด
แต่ความเป็นจริงคือ ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพียง 12.1 ล้านคนเท่านั้น เป็นนักท่องเที่ยวจากจีนเพียง 1.65 ล้านคน หรือไม่ถึงครึ่งของช่วง 4 เดือนแรกของปี 2562 (ที่เป็นปีก่อนโควิด) ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้มาก
เกิดอะไรขึ้นกับภาคการท่องเที่ยวของไทย?
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทยที่ช้ากว่าคาด น่าจะเกิดจากปัจจัยทั้งด้าน Push และ Pull โดยปัจจัยด้าน Push หรือสิ่งที่ “ผลัก” ให้นักท่องเที่ยวไม่มาไทย ได้แก่
1.ประเด็นเรื่องความปลอดภัย
ช่วงต้นปี 2568 มีเหตุการณ์ลักพาตัวนักแสดงจีนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสื่อจีน นอกจากนี้ เมื่อปลายเดือนมีนาคมยังเกิดแผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งผลกระทบถึงไทย โดยคลิปอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมา ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งปะปนกับภาพตึกรามบ้านช่องถล่มในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น บนถนนพระราม 2ทำให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากทวีปเอเชีย (รวมถึงจีน) ซึ่งค่อนข้างอ่อนไหวต่อประเด็นด้านความปลอดภัย เริ่มไม่มั่นใจในการเดินทางมาเที่ยวไทยอีกต่อไป
2.ขาดความแปลกใหม่ในการท่องเที่ยวในเมือง
จากการวิเคราะห์ความคิดเห็นและบทสนทนาในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ (Social Listening) พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากให้ความเห็นว่าการท่องเที่ยวในเมือง (City Traveling) ของไทยในปัจจุบัน ขาดความแปลกใหม่ที่จะดึงดูดให้กลับมาเที่ยวซ้ำ ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ อยู่เสมอ
3.ปัญหาในการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการอนุรักษ์
แม้ไทยจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและหลากหลาย แต่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มกลับไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขณะที่ผู้นำเที่ยวและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บรรยากาศในการท่องเที่ยวแย่ลง และทรัพยากรธรรมชาติเริ่มเสื่อมโทรมลง
4.ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ
นักท่องเที่ยวจำนวนมาก “บ่น” ในสื่อโซเชียลถึงค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยที่สูงขึ้นอย่างมากในช่วงหลังโควิด ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าบริการต่างๆ หลายกรณี ราคาที่สูงขึ้นไม่สอดคล้องกับคุณภาพของสินค้าและบริการที่ได้รับ ทำให้ประเทศไทยเริ่มสูญเสียความได้เปรียบด้านความคุ้มค่า (Value for Money) ที่เคยเป็นจุดขายสำคัญมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัย Pull หรือ แรงดึงดูด จากประเทศคู่แข่งที่เป็นความท้าทายเพิ่มเติม เพราะประเทศคู่แข่งในภูมิภาคต่างเร่งพัฒนาภาคการท่องเที่ยวของตน โดยเฉพาะเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งมีภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่แตกต่างจากประเทศไทยมากนัก แต่ด้วยราคาที่ย่อมเยากว่าและ “สดใหม่” กว่า จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีงบประมาณจำกัด (Budget travelers) ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม ตลอดจนมีเมืองใหญ่ที่มีสีสัน ได้อานิสงส์จากเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างมาก ทำให้ในสายตานักท่องเที่ยวแล้ว การท่องเที่ยวญี่ปุ่นดู “คุ้มค่า” ขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เคยเป็นลูกค้าหลักของไทยอย่างนักท่องเที่ยวจีน โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวญี่ปุ่นถึงเกือบ 7 ล้านคน มากกว่ามาเที่ยวไทย (6.7 ล้านคน) เสียอีก
แนวทางการฟื้นฟู‘พระเอกตลอดกาล’ของไทย
เพื่อรับมือกับความท้าทายและรักษาบทบาท “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทย ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาในหลายด้าน ทั้งการแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็ง ดังนี้
แก้ไขจุดอ่อน: ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน
1.เสริมสร้างและประชาสัมพันธ์ความปลอดภัย
ประเด็นด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมาก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควร 1) เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 2) พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ 3) สร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่รวดเร็วและโปร่งใสเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อนักท่องเที่ยว และ 4) เร่งประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย
2.บังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
ควบคุมให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ จะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรให้คงความสวยงามและยั่งยืน และช่วยสร้างบรรยากาศท่องเที่ยวที่ดีในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรอบรมและเน้นย้ำกับผู้นำเที่ยวและเจ้าหน้าที่ ให้มีความรู้และทักษะในการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ให้กับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนเดินทาง
3.ควบคุมราคาให้เหมาะสมและคุ้มค่า
ข้อนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันควบคุมราคาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล เพื่อรักษาภาพความคุ้มค่าของการท่องเที่ยวไทย ในขณะเดียวกันต้องยกระดับคุณภาพการให้บริการให้สอดคล้องกับราคา พร้อมทั้งส่งเสริมความโปร่งใสในการแสดงราคาด้วย
4.เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
การมุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนสำหรับไทยอีกต่อไป อาจต้องเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยว มุ่งเป้ากลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพกำลังซื้อสูงและใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เสริมจุดแข็ง: มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและ Wellness
ประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ โดยการนวดไทย (Nuad Thai, Traditional Thai Massage) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้โดย UNESCO นอกจากนี้ ยังมีศาสตร์ด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic care) สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและ Wellness ระดับโลกได้ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปราว 1.5-2 เท่า ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการ
ท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายฝ่ายอยากเห็น
ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงมีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตอีกมาก แต่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ควรพัฒนาจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและ Wellness ควบคู่ไปกับการแก้ไขจุดอ่อนด้านความปลอดภัย การบังคับใช้กฎระเบียบ และการควบคุมราคา
จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวรักษาตำแหน่ง “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

