
SAF : อนาคตการบินที่ยั่งยืนและความเป็นอิสระด้านพลังงานของจีน
ฉบับที่แล้ว ผมได้เขียนถึงความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับโลกการบินในอนาคต เพื่อให้ตอบโจทย์การบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทางเลือกที่ดีที่สุด ยังคงเป็นการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งนับเป็นพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะไม่ต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ของเครื่องบิน มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าระบบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในปัจจุบันถึง 80 เท่า และตอบโจทย์กว่าการใช้เครื่องบินพลังงานไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนในระยะยาว
เมื่อเรากลับมามองดูในภูมิภาคเอเชีย พี่ใหญ่อย่าง “จีน” ยังคงเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เราปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยี ด้วยประชากรที่มีอยู่จำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันพลังงานสะอาดอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยแสดงจุดยืนอย่างแข็งแกร่งในการให้ความสำคัญต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
ช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเยือนจีน และได้พบกับผู้นำในอุตสาหกรรมการบินของจีน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งคณาจารย์และนักวิจัยในสถาบันการศึกษาชั้นนำของจีน ผมได้เห็นว่า รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา SAF อย่างจริงจัง เพื่อผลักดันการผลิตและการใช้ SAF ในอุตสาหกรรมการบินของจีน ซึ่งแน่นอนว่า นอกจาก SAF จะเป็นเครื่องมือในการตอบสนองต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ คือ การผลักดันให้ SAF เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นอิสระด้านพลังงาน (Energy Independence) ให้กับประเทศอีกด้วย
ปัจจุบันการผลิต SAF ในจีนส่วนใหญ่ใช้กระบวนการที่เรียกว่า HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids) ซึ่งทำได้โดยการเติมไฮโดรเจนในการแปรรูปน้ำมันและไขมัน แล้วกลั่นให้เป็นเชื้อเพลิง โดยมีวัตถุดิบ คือ น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว น้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ เป็นหลัก ซึ่งกระบวนการนี้ ถือเป็นทางเลือกที่มีความพร้อมด้านการใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาแล้ว มีวัตถุดิบเป็นของใช้แล้วในประเทศ
อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ
Fischer-Tropsch (FT) ที่ผลิต SAF จากการแปรสภาพเศษวัสดุชีวมวลให้เป็นก๊าซสังเคราะห์ก่อนใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเปลี่ยนก๊าซให้เป็นเชื้อเพลิงของเหลว หรือกระบวนการ Alcohol-to-Jet (ATJ) ที่ใช้แอลกอฮอล์ เช่น เอทานอล มาแปรสภาพเป็น SAF จึงมีหลายบริษัทในจีนที่กำลังลงทุนในโครงการผลิต SAF ด้วยกระบวนการ HEFA เช่น บริษัท Blue Whale Bioenergy, บริษัท Sinopec และบริษัท Junheng biotechnology
ปัจจุบัน จีนมีขีดความสามารถในการผลิต SAF อยู่ราว 3.5 แสนตันต่อปี ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการเชื้อเพลิงอากาศยานและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต SAF จึงเป็นหัวใจหลักที่จีนให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลจีนได้จัดตั้งโครงการวิจัยขนาดใหญ่หลายโครงการเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต SAF ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จีนให้ความสนใจ คือ การพัฒนากระบวนการ PTL (Power-to-Liquid) ซึ่งเป็นการสังเคราะห์เชื้อเพลิงชนิดพิเศษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่เราเรียกกันว่า e-Fuel โดยการเปลี่ยนพลังงานให้กลายเป็นของเหลวด้วย “พลังงานไฟฟ้า” โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศผสมกับไฮโดรเจนที่ผลิตจากการแยกน้ำด้วยพลังงานสะอาด
หากในอนาคตสามารถพัฒนา SAF โดยใช้กระบวนการ PTL แทนการใช้ชีวมวลเป็นวัตถุดิบ ก็จะช่วยให้จีนสามารถผลิต SAF ในปริมาณมากได้ โดยไม่กระทบกับวัตถุดิบในภาคเกษตรกรรมและภาคอาหาร ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) ที่มีการวิจัยด้านพลังงานทางเลือก รวมถึงการผลิต SAF จากการแปรสภาพก๊าซ CO2 ในอากาศและชีวมวล เพื่อผลิตเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเชื้อเพลิงอากาศยานดั้งเดิม (Conventional Jet A-1)
นอกจากนี้ ความสำเร็จของการผลักดัน SAF ในจีนยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (Civil Aviation Administration of China: CAAC) มีบทบาทสำคัญในการวางนโยบายต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา SAF ผ่านการออกใบรับรอง Airworthiness Certification สำหรับเชื้อเพลิง SAF เพื่อกำหนดมาตรฐานการผลิต การขนส่ง และการเติมเชื้อเพลิงให้ปลอดภัยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
จากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้ในปี 2567 CAAC ได้เปิดตัวโครงการนำร่อง SAF Application Pilot โดยร่วมกับสายการบินในประเทศ ได้แก่ Air China, China Southern และ China Eastern ทำการบินโดยเติม SAF ที่สนามบินหลัก 4 แห่ง ได้แก่ สนามบิน Beijing Daxing, Chengdu Shuangliu, Zhengzhou Xinzheng และ Ningbo Lishe โดยสายการบิน China Eastern ได้ทำการบินเชิงพาณิชย์ด้วย SAF เป็นเที่ยวบินแรกกับเครื่องบินโดยสาร Comac C919 ซึ่งเป็นอากาศยานที่ผลิตขึ้นในประเทศจีน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการผลักดันให้สายการบินอื่นๆ ในจีนได้ทดสอบเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ด้วยเชื้อเพลิงทางเลือกที่ผลิตโดยจีน ขณะกลุ่มผู้ประกอบการและสถาบันในประเทศยังคงเร่งวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ได้กระบวนการผลิตที่เหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ในภาคการลงทุน จีนเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินสู่ยุคพลังงานสีเขียว โดยผู้ให้บริการน้ำมันอากาศยานหลักของจีน อย่างบริษัท China National Aviation Fuel International Holdings Limited (CNAF) ได้ลงทุนในธุรกิจ SAF เช่น หน่วยผสมเชื้อเพลิง (Blending Facility) และห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเชื้อเพลิง (Laboratory testing) เพื่อเตรียมพร้อมให้บริการในสนามบินหลักทั้ง 4 แห่ง รวมถึงการจัดตั้งระบบตรวจสอบคุณภาพเชื้อเพลิงเต็มรูปแบบที่ได้รับการรับรองจาก CAAC เพื่อรองรับการให้บริการเที่ยวบิน SAF ในอนาคต
จากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้จีนสามารถผลักดันการใช้ SAF อย่างเป็นรูปธรรม และกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาด SAF โลก นับเป็นกรณีศึกษาที่ประเทศไทยควรพิจารณาอย่างจริงจัง เรามีความพร้อมด้านวัตถุดิบ เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว และเศษวัสดุชีวภาพ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน เช่น การจัดทำ Roadmap ด้าน SAF ที่ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การออกมาตรฐานรองรับการใช้งานจริง จนถึงการสนับสนุนภาคเอกชนในการลงทุนผลิตและผสมเชื้อเพลิง SAF ภายในประเทศ
นอกจากนี้ ไทยควรสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคกับประเทศในอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของ SAF ในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

