สรท. ทำใจส่งออกร่วงตั้งแต่ก.ค. ชี้จีดีพีไทย 1.8% สะท้อนพิษสหรัฐฉุดโภค
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ผลกระทบของสงครามการค้าจากสหรัฐ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศปรับขึ้นภาษีหลายประเทศทั่วโลก แม้มีการชะลอการใช้มาตรการดังกล่าวออกไป 90 วัน แต่ผลกระทบต่อจิตวิทยาก็เกิดขึ้นแล้วโดยเฉพาะในแง่การบริโภค และการใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่เป็นมุมมองแง่ลบค่อนข้างเยอะ ทำให้การที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีไทยทั้งปี 2568 จะขยายตัวแค่ 1.8% นั้น เป็นการสะท้อนภาพในมุมมองเหล่านี้ ว่าโลกทั้งโลกน่าจะบริโภคลดลง ไม่ว่าจะเริ่มตั้งต้นเจรจาผ่อนคลายอย่างไร ก็ไม่คิดว่าช่วยได้ทันแล้ว
“ภาพที่เกิดขึ้นเป็นภาพไม่ค่อยดี จึงต้องทำการบ้านอย่างหนักในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ และจีนก็เช่นกัน การรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจต้องหาวิธีอัดฉีดเพิ่มเติม”นายธนากรกล่าว
การดำเนินการของประเทศไทยคงไม่หนีไปจากวิธีการเช่นสหรัฐหรือจีน ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เพื่อรักษาโมเมนตัมในการเติบโต โดยรัฐบาลต้องหาทางกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มเติม รูปแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงถัดไป ความจำเป็นและความสำคัญหลักๆ คือ ต้องทำมาตรการที่เกิดการใช้จ่ายจริง การให้เงินไปเฉยๆ เมื่อคนได้เงินมาจะนำเงินไปใช้ตามกระบวนการวิธีคิดว่า มีความจำเป็น ซึ่งความจำเป็นของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน หรืออาจนำไปใช้หนี้แทน แต่หากใช้มาตรการที่สนับสนุนการใช้จ่ายทั้ง 2 ฝ่าย จากรัฐบาลและประชาชนได้จะเห็นผลมากที่สุด
“มองว่ารูปแบบโครงการคนละครึ่งเหมาะสมที่จะเร่งทำออกมาในภาวะปัจจุบัน เพราะมีงบประมาณอยู่แล้ว จึงชอบใจตัวคนละครึ่งมากกว่า เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้จ่ายเงินของตัวเอง 50% ส่วนรัฐบาลสมทบให้อีก 50% ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกันก็เป็นตัวเร่งการบริโภคให้เพิ่มขึ้นด้วย”นายธนากรกล่าว
ส่วนภาคการส่งออกตอนนี้คงเหนื่อยแล้ว เพราะหลังจาก 90 วันที่สหรัฐเลื่อนกำหนดการปรับขึ้นภาษีอัตราใหม่ให้แล้ว ช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป น่าจะเริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกไทยที่ลดลง เนื่องจากลูกค้าเริ่มเก็บสะสมสต็อกมาเพียงพอแล้ว ภาพตอนนี้จึงเริ่มทรงๆ ตัว ตามการบริโภคที่แท้จริงของแต่ละประเทศ ที่จะอิงความเป็นจริงมากขึ้นว่า ดีมากน้อยอย่างไร ผู้นำเข้าจะเริ่มปรับตัวในการทำธุรกิจเอง ซึ่งส่วนนี้ไทยไม่สามารถกำหนดหรือคาดการณ์ได้

