หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดทางรอด ‘เ...

เปิดทางรอด ‘เครื่องนุ่งห่มไทย’ ติดโผ 39 กลุ่ม อุตฯเจอพิษทรัมป์ 2.0

21.05.25 | 10:17 น.
เครื่องนุ่งห่มไทย

ถึงวันนี้ความวิตกยังไม่คลี่คลาย กรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) กับหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า โดยเก็บภาษี 2 ส่วน คือ การเก็บภาษีขั้นต่ำ (Baseline) 10% จะเรียกเก็บกับสินค้าจากทุกประเทศที่สหรัฐนำเข้าสินค้า และมีผลบังคับใช้แล้ว และการเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Additional) กับหลายประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง ที่มีอัตราแตกต่างกันไป สำหรับประเทศไทย อัตรา reciprocal tariffs อยู่ที่ 36%

วันนี้สิ่งที่สังคมรับรู้ เพียงแต่ละประเทศอยู่ระหว่างการจ่อคิวเข้าพบกับหน่วยงานหลักของสหรัฐ เพื่อเจรจาขอให้ทบทวนอัตราภาษี reciprocal tariffs ในอัตราที่ประกาศไว้ให้ลดลง และอยู่ในอัตราที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่งส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันหรือใช้ทดแทนกันได้

สำหรับไทย 39 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ที่ยอมรับว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ บนสมมุติฐานไทยเจออัตรา reciprocal tariffs ระดับ 36% เพียงแต่จะกระทบระดับมากหรือระดับน้อยแตกต่างกันไปซึ่งในส่วนนี้ 25 กลุ่มอุตสาหกรรมวิตกว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และในจำนวนนี้ 15 กลุ่มอุตสาหกรรม กังวลว่าจะส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐลดลงถึงกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2567 ประกอบด้วย เฟอร์นิเจอร์ น้ำตาล สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลการเกษตร ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (ทางอ้อม) ยาง ชิ้นส่วน/อะไหล่ยานยนต์ หัตถกรรมสร้างสรรค์ อัญมณี/เครื่องประดับ เหล็ก เครื่องปรับอากาศ ไม้อัด/ไม้บาง/วัสดุแผ่น ยานยนต์ อะลูมิเนียม ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ เยื่อและกระดาษ อาหารและเครื่องดื่ม แก้วและกระจก น้ำมันปาล์ม เซรามิก ปิโตรเคมี เครื่องจักรกล/โลหะการ พลาสติก

โดยใน 39 กลุ่มอุตสาหกรรม มีจำนวน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ยอมถอยลดภาษีนำเข้าให้กับสหรัฐ และบรรจุอยู่ในข้อเสนอเพื่อประกอบการเจรจากับสหรัฐ ที่ครอบคลุมการลดภาษี การนำเข้า และการลงทุนของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นลับที่ทางการยังไม่อาจเปิดรายละเอียดได้

ขณะเดียวกันก็มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรม มีโอกาสนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น และ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเพิ่มเข้าไปลงทุนในสหรัฐ

Advertisement

ส่วนความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร ต่างคาดหวังจะชัดเจนได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนเลื่อนบังคับใช้อัตรา reciprocal tariffs จะหมดลง !!

ยศธน กิจกุศล นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 25 กลุ่มอุตสาหกรรมที่หลีกเลี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐไม่พ้น เล่าถึงสถานการณ์ล่าสุดของการค้า การส่งออก ของกลุ่มเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอไทย ว่าตอนนี้ทุกคน เวด แอนด์ ซี หลัง reciprocal tariffs ถูกเลื่อนใช้จริงไป 90 วัน แต่เชื่อว่า สหรัฐไม่น่าจะเก็บ reciprocal tariffs ไทยถึง 36% และหวังให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจาให้อัตราภาษีไทยไม่สูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่เขาเจอ 46% แต่ไม่รู้ว่าการเจรจาเขาจะเป็นอย่างไร เพื่อให้มีช่องทางในการแข่งขันได้ อย่างแย่สุดก็ควรมีอัตราเท่ากันก็ยังดี เพราะการผลิตในประเทศยังเจอเรื่องค่าแรงงานสูง ยังสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ วัตถุดิบหลักบางส่วนยังต้องพึ่งพานำเข้า ราคาก็เพิ่มขึ้นทุกปี จะใช้วัตถุดิบในประเทศก็มีจำกัดและไม่ตรงกับความต้องการตลาด

แม้การส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยช่วง 3 เดือนแรกปี 2568 นี้ ขยายตัวได้ 4.8% และมีมูลค่า 560-580 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหลักสัดส่วน 38% ส่งออกไปสหรัฐ ที่ได้เร่งรัดนำเข้าก่อนขึ้นภาษี tariffs ซึ่งตอนนี้สินค้านำเข้าเก็บ 10% แต่ขึ้นปรับทุกประเทศเท่ากัน ก็ยังแข่งขันได้ตามด้วยส่งออกไปญี่ปุ่นสัดส่วน 17-18% ที่เหลือไปยุโรป (เบลเยียม มากสุดตอนนี้) อาเซียน และอื่นๆ ขณะที่ไทยนำเข้าเครื่องนุ่งห่ม 3 เดือนแรกปีนี้ ขยายตัวถึง 13% และมีมูลค่าถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ กำลังเป็นประเด็นที่ธุรกิจในไทยกังวลมากและเสนอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานมาตีตลาดในไทย หรืออาจมีบางส่วนนำเข้ามาเพื่อสวมสิทธิไทยแล้วส่งออกไปประเทศที่สาม หรือไปสหรัฐ ด้วยประเทศต้นทางถูกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐสูงกว่าไทย วันนี้เครื่องนุ่งห่มอัตรานำเข้าสูงกว่าไทยส่งออก และมูลค่าห่างกันแค่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ปล่อยไปอย่างนี้ สุดท้ายแล้วผู้ผลิตในไทยจะเดือดร้อนหนัก และปิดกิจการเพิ่มโดยเฉพาะโรงงานระดับปานกลางและเอสเอ็มอี

“โรงงานและผู้ผลิตรายใหญ่นั้น เริ่มปรับตัวโดยการหาฐานผลิตใกล้สหรัฐ หรือใกล้ยุโรป เพื่อรักษาฐานส่งออกในสหรัฐ อย่างรายใหญ่ 10 ราย จะมีแล้ว 1-2 ราย เหมือนที่ยุโรปหันไปตั้งโรงงานในจีน แต่สำหรับรายปานกลางหรือเอสเอ็มอีนั้น ทำได้ยากกว่า เพราะเงินทุนและขีดจำกัดเรื่องการแข่งขันตัดราคาเหมือนหลายประเทศทำกัน ซึ่งหากสหรัฐยังยืนยันเก็บภาษีนำเข้า reciprocal tariffs ไทยถึง 36% เฉพาะส่งออกเครื่องนุ่งห่มกระทบหนัก จากเดิมคาดไว้ว่าอุตสาหกรรมนี้ส่งออกจะขยายตัวได้ 5-7% มีมูลค่าส่งออก 2,000-2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ อาจติดลบหนักกว่า 10% หากไม่นับรวมผลกระทบจากโควิดระบาดต้องปิดการผลิตและขนส่ง ครั้งนี้ถือว่าเป็นสถานการณ์แย่ที่สุดที่ไม่เคยเกิดขึ้น จะเกิดผลกระทบต่อทุกห่วงโซ่เครื่องนุ่งห่มกว่า 50% ทั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้า การตั้งราคา การเจรจาต่างๆ คงปั่นป่วนอย่างมาก ซึ่งวันนี้มีโรงงานเครื่องนุ่งห่มที่ได้ใบอนุญาตตั้งโรงงานประมาณ 1,000 ราย และมีแรงงานที่เกี่ยวข้อง 8 แสนถึง 1 ล้านคน ถือเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานมาก” ยศธนกล่าว

สำหรับตลาดเครื่องนุ่งห่มในประเทศ “ยศธน” ยอมรับว่าเงียบกว่าช่วงโควิดระบาดมาก กำลังซื้อโดยรวมติดลบเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเรื่องสินค้านำเข้าเข้ามาดัมพ์ราคา บางรายเจ้าผลิตและนำเข้าจากจีนและเวียดนามแทนผลิตในประเทศ ได้ราคาถูกกว่าไทยและเสี่ยงน้อยกว่ามาก เกิดแบรนด์ใหม่จากจีนและเวียดนามเข้ามาแทนรายย่อยในไทย ส่วนที่ขายได้ดีเดือนพฤษภาคมคือชุดนักเรียนและเครื่องแบบ

“ยศธน” กล่าวถึงข้อเสนอที่ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอยากให้รัฐบาลดำเนินการและรองรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ 2.0 ได้แก่

1.เร่งออกมาตรการภาษีช่วยเอกชน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรที่ทันสมัย หนุนใช้พลังงานสะอาด/โซลาร์เซลล์

2.ทบทวนเกณฑ์ปรับค่าแรง จากยึดเพดานอัตราขั้นต่ำเพราะไม่ได้สร้างการกระตือรือร้นและพัฒนาทักษะในการทำงานในตลาดแรงงานใหม่ๆ และแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาทดแทนแรงงานไทย ควรให้สิทธินายจ้างกำหนดการปรับค่าแรงงานตามทักษะ และวัดจากประสิทธิภาพแรงงานแท้จริง ไม่ต้องกังวลว่าคนจะตกงาน เพราะการแข่งขันจะทำให้แรงงานเร่งพัฒนาทักษะเพื่อได้มีงานทำและรักษางานที่ทำ ซึ่งการกำหนดว่าจะปรับค่าแรงรายวันเท่านั้นเท่านี้อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นก็จะลำบากเพราะแรงงานเขาไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร เพราะรู้ว่าทำอย่างไรก็ได้เงินตามอัตราที่รัฐกำหนด

3.รัฐควรส่งเสริมการพัฒนาและวิจัย (อาร์แอนด์ดี)โดยการเป็นแกนนำ ทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันการสร้างตราสินค้าคนไทย รณรงค์ให้คนไทยกินใช้ของที่ผลิตในประเทศ ดึงหน่วยงานรัฐในต่างประเทศ เช่น ทูตพาณิชย์ เป็นแม่งานหลักศึกษาและโฟกัสการจัดกิจกรรมเจาะอุตสาหกรรมและรายประเทศให้มากขึ้น ตอนนี้ทำอยู่แต่ก็ต้องเข้มข้นขึ้น รวมถึงการดึงผู้ซื้อต่างประเทศมาไทยด้วย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและธุรกิจต่อเนื่องที่เป็นห่วงโซ่ จะแข่งขันได้ต้องเลิกแข่งราคาและเจาะตลาดเฉพาะเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากภาครัฐ อยากให้ทำเป็นแพคเกจช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ปีละ 5-10 ราย

4.ไทยควรเป็นผู้นำดันความร่วมมือระหว่างกันในอาเซียน ที่เกิดอิมแพคจริงในการลดต้นทุน พัฒนาสินค้า และผลักดันการค้าร่วมกัน เปิดตลาดในภูมิภาคอื่น รวมถึงสหรัฐ ที่ผ่านมาเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ยังติดเรื่องความเท่าเทียมในศักยภาพ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการสวมสิทธิด้วย น่าจะมีบทบาทการสร้างพันธมิตรด้วย อย่างยุโรปตอนนี้เร่งหาพันธมิตรในจีน ทดแทนการส่งออกได้ลดลงไปสหรัฐ เป็นต้น

5.เห็นด้วยที่รัฐบาลปรับใช้งบประมาณ หันสนับสนุนการสร้างและพัฒนาโครงสร้างประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจ โดยควรวางแผนงานชัดเจนระยะสั้น กลาง ยาว ตอนนี้รัฐต้องเร่งเร็วสุดคือออกมาตรการกระจายรายได้ เช่น โครงการคนละครึ่ง

เมื่อถามถึงทิศทางอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยใน 2-3 ปีจากนี้ “ยศธน” ย้ำว่า ปัจจุบันการคาดการณ์ล่วงหน้า 6-12 เดือนทำได้ยากมาก ทางรอดผู้ประกอบการอยู่ที่การปรับตัวและยืดหยุ่นเตรียมพร้อมรับได้ทุกสถานการณ์ โดยยังมั่นใจธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยยังอยู่ได้ เพียงแต่ต้องรู้จักปรับตัว เจาะเฉพาะงานที่ถนัด และมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมการผลิตและต้นทุนที่มีแต่ขึ้น ที่น่ายินดีคือยังไม่มีสัญญาณเครื่องนุ่งห่มไทยจะปิดตัวลงอีกในเร็วๆ นี้