ปตท.ห่วงสงครามเศรษฐกิจโลก ตั้งวอร์รูมฝ่าวิกฤต เพิ่มอีบิทด้าอีก 2 หมื่นล้าน
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2568 มีสัญญาณสถานการณ์พลังงานที่มีความผันผวน และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอย จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 ปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก และความต้องการใช้พลังงานที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เกิดความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568 ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว การค้าไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนของลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) กระทบความสามารถการแข่งขันอุตไทย และกระทบต่อนโยบายรัฐ โดยปตท.มีแผนนำเข้าแอลเอ็นจีและอีเทนหลายพันล้านบาทในช่วง 15 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 ข้อเสนอการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐ

นายคงกระพัน กล่าวว่า ปตท. จึงได้ดำเนินเชิงรุกจัดตั้งวอร์รูม เตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจถดถอยครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. Strategy ทบทวนกลยุทธ์เดิมพร้อมพิจารณาความท้าทายใหม่ที่จะเข้ามากระทบ พบว่ากลยุทธ์กลุ่ม ปตท. มาถูกทาง เหมาะสม สามารถรับมือกับปัจจัยภายนอกและความท้าทายจากเรื่องสงครามการค้าได้ เพียงแต่บางเรื่องต้องเร่งให้เร็วขึ้น เช่น การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. 2. Financial Management รักษาวินัยการเงิน บริหารต้นทุนการเงิน เสริมสภาพคล่องกระแสเงินสด รักษาระดับ Credit Rating 3. Supply Chain & Customer ดูแลคู่ค้า ลูกค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องตลอด Supply Chain พร้อมเร่งดำเนินโครงการสร้างมูลค่าเพิ่ม 4. Project Management ทบทวนความเป็นไปได้ของโครงการและการลงทุน โดยต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Asset Monetization) ของ flagship 5. Communication สื่อสารและสร้างความเข้าใจการดำเนินธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง
“ไตรมาสแรกปีนี้ ปตท.มีกำไรสุทธิ 23,315 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษจะใกล้เคียงกับปี 2567 ทั้งนี้ในปี 2568 ปตท.ยังคงเป้าหมายอิบิทด้า หรือ กำไรก่อนหักค่าเสื่อมเพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาท โดยจะเดินหน้าเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นทุน ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยจะทยอยรับรู้จากโครงการกลุ่มปตท. เช่น โครงการ MissionX ยกระดับ Operational Excellence เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าทั้งกลุ่ม ปตท. ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2027 มีแผนงานชัดเจนและเป้าหมายเป็นรูปธรรมซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว โครงการ Axis นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะสร้างมูลค่าได้อีก 11,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2029″นายคงกระพันกล่าว
นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับความคืบการหาพันธมิตรในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น เจรจาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปปีนี้ ยืนยันว่าธุรกิจได้ประโยชน์ ส่วนธุรกิจอย่างบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด ที่จะหาพันธมิตรร่วมทุนก็อยู่ระหว่างการเจรจาเช่นกัน ด้านธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เน็ตซีโร่ 2050 ปัจจุบันได้หารือกับ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทน หรือบีโอไอ เกี่ยวกับธุรกิจดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ซีซีเอส โดยได้ศึกษาธุรกิจบริษัท ปิโตรนาส ประเทศมาเลเซียควบคู่ไปด้วย ส่วนธุรกิจไฮโดรเจน เบื้องต้นจะเน้นนำเข้าก่อน จากนั้นจะเดินหน้าผลิตในอนาคต เพื่อรองรับแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าของไทย(พีดีพี2024)ที่กำหนดสัดส่วนไฮโดรเจน5% ในก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ปตท.ยังอยู่ระหว่างทบทวนปีเป้าหมายเน็ตซีโร่ที่กำหนดไว้ในในปี 2050 ด้วย

