หน้าแรก เศรษฐกิจ กองทุนน้ำมันพ...

กองทุนน้ำมันพลิกบวก 773 ล้าน แต่มีภาระอุ้มก๊าซหุงต้มติดลบ 45,000 ล้าน

22.05.25 | 13:47 น.

กองทุนน้ำมันพลิกบวก 773 ล้าน แต่มีภาระอุ้มก๊าซหุงต้มติดลบ 45,000 ล้าน

รายงานข่าวแจ้งว่า สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชีน้ำมันกลับมาเป็นบวกแล้ว “มติชนออนไลน์” ตรวจสอบฐานะกองทุนน้ำมัน อัพเดตล่าสุด ณ วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า กองทุนน้ำมันมีฐานะดีขึ้น ติดลบภาพ -44,266 ล้านบาท โดยพบข่าวคือ บัญชีน้ำมันพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นบวกแล้ว อยู่ที่ +773 ล้านบาท

ขณะที่บัญชีแอลพีจียังสถานะติดลบอย่างหนัก -45,039 ล้านบาท จากนโยบายตรึงราคาแอลพีจีอย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาระประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้ม

ทำให้ปัจจุบันภาระหลักของกองทุนคือ การอุดหนุนราคาแอลพีจี หรือ ก๊าซหุงต้ม

โดยจากการตรวจสอบฐานะกองทุนพบว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ฐานะ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2568 กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่ -45,484 ล้านบาทแบ่งเป็น บัญน้ำมันยังติดลบอยู่ที่ +372 ล้านบาท ขณะที่บัญชีแอลพีจีติดลบอยู่ที่ -45,112 ล้านบาท

Advertisement

และฐานะ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2568 กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่ -47,779 ล้านบาทแบ่งเป็น บัญน้ำมันยังติดลบอยู่ที่ -2,540 ล้านบาท ขณะที่บัญชีแอลพีจีติดลบอยู่ที่ -45,239 ล้านบาท

และฐานะ ณ วันที่ 27 เมษายน 2568 กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่ -49,981 ล้านบาทแบ่งเป็น บัญน้ำมันยังติดลบอยู่ที่ -4,616 ล้านบาท ขณะที่บัญชีแอลพีจีติดลบอยู่ที่ -45,365 ล้านบาท

และฐานะ ณ วันที่ 20 เมษายน 2568 กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่ -52,513 ล้านบาทแบ่งเป็น บัญน้ำมันยังติดลบอยู่ที่ -7,020 ล้านบาท ขณะที่บัญชีแอลพีจีติดลบอยู่ที่ -45,493 ล้านบาท

จากสถานการณ์จะพบว่าบัญชีน้ำมันฐานะดีขึ้นต่อเนื่อง จาก 2 ปัจจัยสำคัญคือ 1.น้ำมันตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง 2.มีการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยดีเซลเก็บเข้ากองทุน 2.40 บาทต่อลิตร กลุ่มเบนซิน 1.80-3.00 บาทต่อลิตร และนำเงินกองทุนน้ำอุดหนุนแอลพีจี 2.06 บาทต่อกก.

ล่าสุด ราคาน้ำมันโลก รายงานโดย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 พบว่า ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมเจรจานิวเคลียร์รอบใหม่ปลายสัปดาห์นี้

โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับลดลง หลังรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศโอมาน เผยว่าการเจรจานิวเคลียร์รอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีขึ้นในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงโรม ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้อาจนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและเพิ่มการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน แม้ก่อนหน้านี้หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เผยในช่วงต้นสัปดาห์ว่า อิสราเอลอาจเตรียมการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบและส่งผลให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางการส่งออกน้ำมันดิบจากประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง

ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 443.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล โดยตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง

ด้านปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของคาซัคสถานในช่วงวันที่ 1-19 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ระดับ 1.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าโควตาการผลิตตามข้อตกลงของกลุ่มโอเปกที่ระดับ 1.49 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี คาซัคสถานกล่าวว่าจะพยายามชดเชยการผลิตส่วนเกินภายในเดือนเมษายน 2569 พร้อมทั้งกล่าวว่าแหล่ง Tengiz ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศได้ถึงระดับที่วางแผนไว้ และจะไม่มีการปรับเพิ่มการผลิตอีกในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

ด้านเบนซินตลาดสิงคโปร์ พบว่า ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ท่ามกลางท่าทีของตลาดต่อผลการประมูลการซื้อน้ำมันเบนซินของอินโดนีเซียสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง ภายหลังอินโดนีเซียมีแผนลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากสิงคโปร์ นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันเบนซินสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้น 0.82 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับลดลงกว่า 2 ล้านบาร์เรล

ดีเซลตลาดสิงคโปร์ พบว่า ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังอุปทานน้ำมันดีเซลในญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นหลังโรงกลั่นในประเทศกลับมาดำเนินการหลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง อย่างไรก็ดี ตลาดคาดความต้องการใช้น้ำมันในญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ภายหลังญี่ปุ่นประกาศเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซล 7.40 เยนต่อลิตร โดยเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 22-28 พฤษภาคม 2568

นอกจากนี้ วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 PTT Station และบางจาก ยังปรับราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันเบนซินลง 0.30 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซลทุกชนิดคงเดิม