หน้าแรก เศรษฐกิจ ซีพีกางโรดแมป...

ซีพีกางโรดแมปมุ่งสู่ Net Zero 2050

23.05.25 | 10:07 น.
ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนบนเวที Decarbonize Thailand Symposium 2025 ภายใต้หัวข้อ “Deep-Dive from Trends to Solutions เจาะลึกเส้นทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

ภายในงานมีเซ็กชั่นถ่ายทอดแนวทางขับเคลื่อนองค์กรและห่วงโซ่อุปทานสู่ Net Zero ร่วมกับผู้มีส่วนร่วมกว่า 300 ราย จากทั้งกลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อยของเครือซีพีและบริษัทในเครือฯ และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม

เร่งเครื่องตามกติกาโลก

ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำธุรกิจในปัจจุบันมีความท้าทายหลายด้าน โดยเอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐ มองว่ามีหลายเรื่องที่มีผลกระทบต่อการเดินหน้าสู่การลดคาร์บอน อาทิ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ไม่รู้ว่า สหรัฐและจีนจะเอาอย่างไรต่อกัน รวมถึงอินเดียและปากีสถานก็มามีความขัดแย้งกันอีก ส่งผลกระทบต่อการจัดการภาวะโลกร้อนอย่างมาก

ทำให้ทุกวันนี้แม้ประเทศใดมีอีโคซิสเต็มไม่พร้อม แต่ภาคเอกชนเราก็ไม่สามารถหยุดพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน หรือการใช้พลังงานสะอาดได้ ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันทำตามกฎกติกาของโลก ซึ่งเข้าใจว่า ประเทศไทยมีบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ทำให้ความพร้อมของแต่ละธุรกิจไม่ได้พร้อมเท่ากันหรือเหมือนกันหมด ฉะนั้นการเดินหน้าสู่ Decarbonize หรือการลดคาร์บอน ต้องช่วยกันประคับประคองไปทีละขั้นตอน

Advertisement

ความเสี่ยงภูมิอากาศต่อชีวิตคน

การเปลี่ยนผ่านพลังงาน กระแสข่าวที่มีการโยกย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ จะไปอยู่ประเทศใด ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ย้ายไปจัดตั้งในแต่ละประเทศนั้น ขึ้นอยู่กับพลังงานสะอาด ในอนาคตการบริโภคพลังงานสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ แม้แต่การเลือกซัพพลายในแวลูเชนของธุรกิจก็ต้องเหมาะสมเพราะถือเป็นอีกขอบเขต เป็นการส่งไม้ต่อกันไป

ด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ที่คนอาจกังวลว่าจะมีพายุเข้า หรือเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเรากำลังอยู่ในยุคที่ภัยพิบัติจะเยอะมากขึ้น โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ

แบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือแผ่นดินไหว และ 2.สะสมเพื่อเกิดขึ้นในระยะยาว เมื่อโลกร้อนขึ้น 5-10% ต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง อุณหภูมิเปลี่ยนเพียงครึ่งองศาจะเกิดโรคระบาดใหม่ขึ้นมากมาย โปรดักทิวิตี้จะเสียหายอย่างมาก เกิดภาวะการควบคุมภูมิอากาศไม่ได้ กระทบกับการใช้ชีวิตของทุกคนแน่นอน

วางแนวทางห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบ

ความยั่งยืนคือภูมิคุ้มกัน และการปรับตัวให้กับองค์กร โดยเรื่องของการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบ เป็นประเด็นสำคัญที่ซีพีตระหนักและวางแนวทางที่ชัดเจน เพราะหลายเรื่องไม่สามารถทำได้คนเดียว และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมองแค่การปล่อยคาร์บอน แต่ต้องมองตั้งแต่เรื่องสิทธิมนุษยชน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การยกระดับสินค้าและบริการ เพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่ามีความยั่งยืนและเติบโตไปด้วยกัน

ซีพีตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก

ซีพีมีเป้าหมายในปี 2050 ต้องไปถึง Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ในปีดังกล่าว ทุกบริษัทในเครือจะต้องร่วมมือกับคู่ค้าในการผลักดันเป้าหมายนี้ ซึ่งซีพีได้มีการทำโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะใกล้ (Near-term SBT 2030) โดยตั้งเป้าลด Scope 1 และ 2 ลดลง 42% และ Scope 3 ลดลง 25% ภายในปี 2030

ในส่วนของแนวทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย จะมีทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 50% ผ่านการติดตั้ง Solar PV 3 กิกะวัตต์ การใช้ไบโอแมสและไบโอแก๊ส การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 20% การเลิกใช้ถ่านหิน และการจัดการของเสียเป็นศูนย์ ขณะที่การลดคาร์บอนจาก Scope 3 ดำเนินการร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การติด Solar PPA การส่งเสริมเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 3.5 ล้านไร่ และการใช้ยานยนต์ขนส่งพลังงานสะอาด เช่น รถ EV และรถไฮโดรเจน

อย่างไรก็ตาม การลดคาร์บอนไม่ใช่ภารกิจขององค์กรเพียงลำพัง แต่ต้องทำร่วมกับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ โดยเน้นสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าใน 3 เรื่องหลักคือ Responsible Supply Chain Management, Supply Chain Decarbonization และ Human Rights เพราะความคาดหวังของผู้บริโภคมีมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องทำมากขึ้นเพื่อเดินหน้าสู่ความยั่งยืนต่อไป