หน้าแรก เศรษฐกิจ บิ๊กธุรกิจ ‘ร...

บิ๊กธุรกิจ ‘รัดเข็มขัด-เบรกลงทุน’ รับมือพายุเศรษฐกิจ-พิษภาษีทรัมป์

26.05.25 | 13:02 น.

บิ๊กธุรกิจ ‘รัดเข็มขัด-เบรกลงทุน’ รับมือพายุเศรษฐกิจ-พิษภาษีทรัมป์

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของแวดวงธุรกิจ พลันที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หน่วยพยากรณ์เศรษฐกิจของรัฐ หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เหลือ 1.8% จากเมื่อไตรมาส 4 ปี 2567 มองว่าจะขยายตัวได้ 2.8%

แม้ไตรมาสแรกปี 2568 จีดีพีออกมาดูดีโต 3.1% แต่จากสงครามเศรษฐกิจโลก อิทธิฤทธิ์ “ภาษีทรัมป์” ที่ป่วนการค้าทั่วโลก สะเทือนถึงเศรษฐกิจไทย ทำให้สภาพัฒน์ไม่อาจฝืนแรงโน้มถ่วงโลกได้ จึงต้องลดเป้าจีดีพี หลังมองไปข้างหน้าสถานการณ์จะผันผวนหนัก ทั้งการค้า การลงทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปอาจจะชะลอตัวลง

นำมาสู่คีย์เวิร์ด “รัดเข็มขัด” หลัง “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒน์ ส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชน ต้องมีการเตรียมตัว รับแรงกระแทกของพายุเศรษฐกิจที่จะเข้ามา

“อยากขอให้ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจต่างๆ เตรียมการในส่วนของตัวเอง เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความผันผวนไว้ด้วย ขณะเดียวกันประชาชนเอง ก็ต้องเตรียมความพร้อมของตัวเอง ต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อจะทำให้ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้”

Advertisement

เท่ากับเป็นการตอกย้ำภาพ “เศรษฐกิจไทย” เข้าสู่โหมดถดถอยอย่างแท้จริง!

จากสัญญาณดังกล่าว แม้ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ในส่วนของภาคธุรกิจ เริ่มมีการทบทวนแผนงาน แผนเงิน เตรียมกระสุนไว้รองรับสถานการณ์เช่นกัน

⦁‘อสังหาฯ’ชะลอเปิดโครงการใหม่

“อิสระ บุญยัง” ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่าสภาพัฒน์ออกมาเตือนโดยคาดการณ์ถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากภาษีศุลกากรสหรัฐและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องตามมา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เตือนให้ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน ต้องมีความระมัดระวังในการลงทุนหรือการจับจ่าย

สำหรับอสังหาในช่วงที่ผ่านมา มีการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เปิดโครงการใหม่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 การโอนกรรมสิทธิ์ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าก็ลดลง สะท้อนถึงความระมัดระวังของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงปริมาณการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินก็ลดลงต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของสถาบันการเงิน ที่กังวลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสที่ 2 ไปจนถึงสิ้นปีนี้อยู่ในภาวะที่ทรงตัวหรืออ่อนตัวลงไม่มากนัก มาจากมาตรการของรัฐบาลในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 และมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผ่อนคลายทุกระดับราคา มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569

“ทั้ง 2 มาตรการมีผลดีต่อผู้ซื้อที่อยู่อาศัยโดยตรง ทั้งการลดภาระค่าโอน ค่าจดจำนอง และลดภาระเงินดาวน์ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย หากสถานการณ์ของตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ในภาวะที่ทรงตัวหรืออ่อนตัวลงไม่มากในปี 2568 น่าจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยด้วย” อิสระกล่าว

⦁‘แสนสิริ’รีวิวแผน-รุกน่านน้ำใหม่

ขณะที่ “อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่าการส่งสัญญาณของสภาพัฒน์ให้ภาคธุรกิจและประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย พร้อมทั้งปรับประมาณการจีดีพีทั้งปีนี้เหลือ 1.8% มีผลต่อ
เซนติเมนต์ตลาดอสังหาฯให้เกิดการชะลอตัวอย่างแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามบ้านถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ที่มีความจำเป็นและมองว่ายังมีดีมานด์ แต่ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการซื้อของแต่ละคนด้วย ทั้งนี้ ในปัจจุบันหลายภาคธุรกิจเริ่มลดแผนการลงทุน ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จะส่งผลมาถึงตลาดอสังหาฯได้

“แสนสิริรีวิวแผนธุรกิจตลอดและมอนิเตอร์ทุกเดือน เพื่อปรับแผนให้เป็นไปตามสถานการณ์ ซึ่งครึ่งปีแรกยังคงเปิดโครงการใหม่ตามแผน โดยในไตรมาส 2 นี้จะเปิด 4 โครงการ ส่วนแผนครึ่งปีหลังต้องดูสถานการณ์เดือนมิถุนายนนี้ก่อน ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และภาษีทรัมป์” อุทัยกล่าว

สำหรับการตั้งรับของแสนสิริ “อุทัย” ระบุว่า จะเป็นเรื่องของการบริหารต้นทุน สเปกที่ก่อสร้างและโปรดักต์สินค้า ที่ต้องปรับดีไซน์หรือขนาดพื้นที่ให้มีราคาย่อมเยาเหมาะกับกำลังซื้อปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาแสนสิริได้ทำโปรดักต์ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์อยู่แล้ว ทั้งระดับล่าง ระดับกลาง และระดับบน ในสัดส่วน 30% เท่ากัน นอกจากนี้ ยังไดเวอร์ดิไฟด์ธุรกิจ โดยร่วมกับ บมจ.มั่นคง เคหะการ ลงทุนธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าที่บางปะกง ซึ่งผลตอบรับดีมีอัตราการเช่า 80-90% ล่าสุดขยายสู่ธุรกิจรับสร้างบ้าน ขณะนี้มีลูกค้าทำสัญญาแล้ว 10 หลัง รวมมูลค่า 100 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหลังละ 10 ล้านบาท ตั้งเป้าปีแรกจะมีลูกค้า 50 หลัง

⦁‘เสนา’หยุดซื้อที่ดิน-เน้นร่วมทุน

ด้าน “เกษรา ธัญลักษณ์ภาค” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่สภาพัฒน์ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ 1.8% เนื่องจากเศรษฐกิจภาพใหญ่มีปัญหามาก ส่งผลการบริโภคและการลงทุนลดลง เมื่อ 2 เครื่องยนต์นี้ลดลง จึงไม่มีตัวไดรฟ์เศรษฐกิจ ซึ่งเสนาได้ปรับตัวทำธุรกิจเช่ามากขึ้น โดยนำสต๊อกคอนโดยังเหลือมาทำโมเดลเช่า สร้างรายได้ ต้องยอมรับว่าในบรรยากาศแบบนี้ การขายแบบปกติจะยาก

“มีรีวิวแผนครึ่งปีหลัง โครงการไหนที่ไม่มีดีมานด์ ไม่น่าสนใจมาก เราก็มีหยุดบ้าง ไม่มีซื้อที่ดินเพิ่ม แต่ส่วนใหญ่บ้านและคอนโดที่เราทำ ร้อยทั้งร้อยเป็นการร่วมทุนกับฮันคิวฯ และยังไม่มีการตัดขายทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เอาสต๊อกมาปล่อยเช่ามากกว่า” เกษรากล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่สภาพัฒน์ส่งสัญญาณให้รัดเข็มขัด “เกษรา” สะท้อนคงทำให้คนไม่ซื้อคอนโดและยอมรับว่าตอนนี้มู้ดคนไม่อยากเป็นหนี้ 30 ปี ในภาวะที่ไม่มั่นใจ คนซื้อบ้านที่เป็นเรียลดีมานด์ ต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือวัยทำงานหรือต้องการแยกครอบครัว แต่กลุ่มที่ไม่มีปัญหาหรือไม่คิดเรื่องนี้เลย จะเป็นกลุ่มเล็กมาก ส่วนกลุ่มรวยๆ มีบ้านหรูอยู่แล้ว มาซื้อคอนโดในเมือง คงไม่เซ็นซิทีฟกับเรื่องนี้ เพราะตลาดมันเล็ก แต่กลุ่มเรียลดีมานด์ที่ซื้อบ้านเพื่อเป็นปัจจัยสี่จริงๆ เซ็กเตอร์นี้ยังไงต้องมีความกังวลเรื่องหนี้

“จึงมองไม่เห็นภาพเลยว่ารีเจกต์เรตจะลดลงอย่างไร โดยเฉพาะเซ็กเมนต์กลุ่มเปราะบางมากๆ มียอดรีเจกต์เรตกว่า 70% เช่น บ้านบีโอไอ ราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ทำเลนิคมอุตสาหกรรม ปัจจุบันแบงก์จะเข้มงวดด้านรายได้ ไม่รวมค่าโอที ทำให้ปล่อยกู้ยากขึ้น” เกษรากล่าว

⦁‘สินแพทย์’ลดลงทุน-ซันสวีทเล็งตลาดใหม่

สำหรับธุรกิจโรงพยาบาล “สิทธิ ภาณุพัฒนพงศ์” ประธานกรรมการ บริษัท สินแพทย์ จำกัด ฉายภาพรวมว่าธุรกิจโรงพยาบาลปี 2568 ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ไตรมาสแรกปีนี้คนไข้ต่างชาติในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางลดลงไม่ต่ำกว่า 30% แต่มีคนไข้ชาวไทยเข้ามาเพิ่มขึ้น สำหรับสินแพทย์ตั้งเป้ารายได้ปีนี้อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท เติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีรายได้กว่า 7,000 ล้านบาท

“จากภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน จากสงครามการค้าและภาษีสหรัฐที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้เราเน้นลงทุนสร้างโรงพยาบาลใหม่แค่ 3 สาขา วงเงิน 6,000 ล้านบาท ที่รังสิต คลองสาม, สาทร-นางลิ้นจี่ และถนนกาญจนาภิเษก ส่วนนครสวรรค์และระยอง อยู่ระหว่างปรับแบบและรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ” สิทธิกล่าว

“องอาจ กิตติคุณชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานครบวงจรแบรนด์ KC กล่าวว่า สภาพัฒน์ส่งสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดเป็นเรื่องถูกต้องแล้วว่าจะมีภัยมาถึง เนื่องจากปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวแน่นอน ล่าสุดมีเรื่องเงินบาทแข็งค่า ที่กระทบผู้ส่งออกโดยตรง รวมถึงความไม่ชัดเจนเรื่องภาษีสหรัฐยังมีช่วงพีเรียด 90 วัน ยังไม่รู้จะออกมาอย่างไร ทำให้ภาคธุรกิจ wait and see เกิดการชะงักและชะลอตัวเรื่องของการลงทุน และยอมรับว่าปีนี้ภาคส่งออกเหนื่อย

สำหรับบริษัทยังเดินหน้าตามแผนเดิมและมองหาทางแก้ แม้บริษัทส่งออกไปสหรัฐไม่ถึง 5% ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษี แต่คู่ค้าที่บริษัทส่งออกไป เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หากมีการส่งออกไปสหรัฐลดลงจะกระทบมายังบริษัทด้วย ปัจจุบันบริษัทส่งออก 70% และขายในประเทศ 30% โดยยอดขายในประเทศไตรมาสแรกเติบโต 10-30% โดยเฉพาะสินค้าพร้อมทานหรือ Ready to eat ประเภทข้าวโพดหวานบรรจุถ้วย ที่ยอดขายเพิ่มขึ้นมาก เพราะราคาไม่แพง 25-30 บาทต่อถ้วย โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้มากกว่า 3,500 ล้านบาท

⦁‘ฟู้ดแลนด์’หยุดเปิด-MR.D.I.Y. เร่งสปีด

ฝั่งธุรกิจค้าปลีก “อธิพล ตีระสงกรานต์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์ มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันคนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น สะท้อนจากไตรมาสแรกปีนี้ของฟู้ดแลนด์มียอดขายติดลบถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนและลดลงอย่างมากจากปกติจะลดลงประมาณ 1-3% ทำให้ปีนี้ ต้องรับมือกับสถานการณ์รอบด้าน โดยจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมถึงมองหาสินค้าที่ราคาย่อมเยามาจำหน่ายมากขึ้น ทั้งนี้ ปีนี้จะพยายามทำให้ยอดขายให้ได้ 6,700 ล้านบาทเท่ากับปีก่อน และหยุดการลงทุนเปิดสาขาใหม่ เพื่อเก็บเงินสดไว้ เพราะเศรษฐกิจไม่แน่นอน กำลังซื้อในประเทศหดตัว และการแข่งขันสูง

ส่วน “อานุภาพ คงมาลัย” รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MR. D.I.Y. มองว่า การปรับลดจีดีพีลง มุมมองแต่ละสถาบันไม่เหมือนกัน มีทั้งต่ำสุด 1.3% และสูงเกิน 2% ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ซึ่งเรื่องสำคัญที่สุดคือภาษีทรัมป์ที่ยังไม่รู้ผลเจรจา ถ้าภาษีส่งออกแพง ของไทยแข่งกับต่างชาติไม่ได้ โรงงานไทยปิด คนตกงาน มันจะไหลไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น และรัฐบาลกำลังแก้ปัญหา

ถามว่าการที่สภาพัฒน์ออกมาเตือนให้คนประหยัดมากขึ้นจะกระทบร้านค้า MR. D.I.Y. หรือไม่ ถือว่าจะเป็นเชิงบวกมากกว่าและจากการทำผลสำรวจไม่ว่าออนไลน์และออฟไลน์ ตั้งคำถามลูกค้าว่ามองร้านแล้วนึกถึงอะไร พบว่าใน 3 อย่างที่ลูกค้านึกถึงคือ ราคาถูก สินค้าหลากหลาย สุดท้ายคือมีสาขาใกล้บ้าน นอกจากนี้ยังเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า 3 ปี จะใช้เงินลงทุน 6,000 ล้านบาท ขยาย 500 สาขา จากปัจจุบันมี 1,004 สาขา โดยปี 2568 ลงทุน 2,000 ล้านบาท เปิด 200 สาขา อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างอยู่ที่สถานการณ์แต่ละปีด้วย

เป็นเสียงสะท้อนจากหลากธุรกิจ ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน ไร้สัญญาณบวก!

ทีมข่าวเศรษฐกิจ