หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.เปิดสถิติ ...

พณ.เปิดสถิติ 4 เดือนแรก อสังหาฯ-ค้าปลีกรายย่อย เจอศก.กดดัน ชะลอตั้งใหม่-เลิกกิจการเพิ่ม

27.05.25 | 14:38 น.

พณ. เปิดสถิติ 4 เดือนแรก “อสังหาฯ-ค้าปลีกรายย่อย” เจอศก.กดดัน ชะลอตั้งใหม่-เลิกกิจการเพิ่ม อีอีซีดูดต่างชาติลงทุนโต 40%

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือนเมษายน 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 6,325 ราย ลดลง 205 ราย หรือลด 3.14% เทียบกับเดือนเมษายนปีก่อน และมีทุนจดทะเบียน 32,141 ล้านบาท เพิ่ม 4,870 ล้านบาท หรือเพิ่ม 17.86% โดย 3 ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคาร/ร้านอาหาร อย่างไรก็ตามเดือนเมษายนธุรกิจที่มีทุนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย รวมมูลค่า 16,520 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทุน14,940 ล้านบาท และ บจ.อิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด ทุน 1,580 ล้านบาท ขณะที่จดเลิกประกอบกิจการมี814 ราย เพิ่ม 4 ราย หรือเพิ่ม 0.49% เทียบกับเดือนเมษายนปีก่อน และมีทุนจดทะเบียนเลิก 4,131 ล้านบาท ลดลง 965 ล้านบาท หรือลด 18.94% โดย 3 ธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร

นางอรมน กล่าวว่า สถิติจัดตั้งใหม่รวม 4 เดือนแรกปีนี้ มี 30,148 ราย ลดลง 1,385 ราย หรือลด 4.39% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ทุนจดทะเบียนรวม 112,062 ล้านบาท เพิ่ม 16,849 ล้านบาท หรือเพิ่ม 17.70 % โดย 3 ธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคาร/ร้านอาหาร ซึ่ง 4 เดือนแรกมี 7 ธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาทรวม 37,499 ล้านบาท ส่วนจดทะเบียนเลิกรวม 3,921 ราย เพิ่ม 302 ราย หรือเพิ่ม 8.34% โดย3ธุรกิจเลิกกิจการสูงสุด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 159 ราย และมี 2 นิติบุคคลเลิกกิจการที่มีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย รวม 4,128 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบัน มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวม 1,994,979 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ นิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการเป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมี 512,359 ราย ทุนจดทะเบียน 12.85 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 310,856 ราย ทุน 2.57 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 124,576 ราย ทุน 6.92 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.06%, 32.80% และ 13.14% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

เมื่อวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ที่ลดลง 4.39% พบว่า ธุรกิจที่มีการจัดตั้งลดลง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านทั่วไป และธุรกิจตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จากความผันผวน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของไทย ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ธุรกิจบางประเภทยังคงมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เช่น ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไป ธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจขายยานยนต์เก่า เป็นต้น สืบเนื่องจากกิจกรรมและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล เทรนด์เรื่องสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

ในส่วนของการจดทะเบียนเลิกธุรกิจช่วง 4 เดือนแรก ที่เพิ่มขึ้น 8.34% จากธุรกิจบางประเภทมีการจดเลิกเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านค้าทั่วไป และธุรกิจตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ไวตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และกลไกการแข่งขัน

Advertisement

นางอรมน กล่าวว่า การลงทุนของชาวต่างชาติ 4 เดือนแรก อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มี 363 ราย เงินลงทุนรวม 57,860 ล้านบาท โดยจำนวนเพิ่ม 110 ราย หรือ 43% และมูลค่าการลงทุนเพิ่ม 2,902 ล้านบาท หรือ เพิ่ม 5% ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. ญี่ปุ่น 71 ราย เงินลงทุน 17,255 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเล ระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

2. สหรัฐ 51 ราย เงินลงทุน 2,485 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกสินค้า ธุรกิจบริการคลังสินค้า ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต

3. สิงคโปร์ 45 ราย เงินลงทุน 9,126 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการออกแบบ จัดซื้อ จัดหา ติดตั้ง ทดสอบ ตลอดจนการฝึกอบรม การให้คำปรึกษาแนะนำด้านการปฏิบัติการของงานระบบควบคุมกำกับดูแลและเก็บข้อมูลสำหรับโครงการรถไฟฟ้า ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

4. จีน 43 ราย เงินลงทุน 6,471 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

5. ฮ่องกง 40 ราย เงินลงทุน 5,766 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ DATA CENTER, CLOUD SERVICES และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติใน 4 เดือนแรกของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 108 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน 31 ราย หรือเพิ่ม 40% มูลค่าการลงทุน 31,363 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศ ญี่ปุ่น 32 ราย ลงทุน 10,008 ล้านบาท จีน 25 ราย ลงทุน 3,867 ล้านบาท สิงคโปร์ 10 ราย ลงทุน 5,934 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 41 ราย ลงทุน 11,554 ล้านบาทธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าแม่พิมพ์ (Mould) ที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติก อุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องทำความเย็น ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์ ธุรกิจบริการเคลือบผิวผลิตภัณฑ์โลหะ ธุรกิจบริการให้ใช้แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เคมีภัณฑ์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลหะ ชิ้นส่วนเครื่องจักร ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์รถยนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น