หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ชี้ศาลสหรั...

พณ.ชี้ศาลสหรัฐฯ พลิกคำสั่งอนุมัติเก็บภาษีตอบโต้ต่อ เพิ่มความไม่แน่นอนการค้าโลกรอบใหม่

30.05.25 | 17:40 น.

พณ.ชี้ศาลสหรัฐฯ พลิกคำสั่งอนุมัติเก็บภาษีตอบโต้ต่อ เพิ่มความไม่แน่นอนการค้าโลกรอบใหม่

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาที่กลับมามีความไม่แน่นอนอีกครั้ง ภายหลังจากศาลอุทธรณ์สหรัฐ (U.S. Court of Appeals for the Federal Circuit: CAFC) ได้อนุมัติคำขอฉุกเฉินของรัฐบาลสหรัฐ ให้คงมาตรการทางภาษีไว้ชั่วคราว

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

  • 28 พฤษภาคม 2568: ศาลการค้าระหว่างประเทศ (The Court of International Trade: CIT)
    มีคำสั่งให้ระงับมาตรการทางภาษีที่บังคับใช้ภายใต้อำนาจของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ศาลวินิจฉัยว่าฝ่ายบริหารของสหรัฐ ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยคำสั่งดังกล่าวครอบคลุมถึงมาตรการภาษีต่อจีน แคนาดา และเม็กซิโกในประเด็นสารเสพติดเฟนทานิล และมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) กับคู่ค้าทั่วโลก
  • 29 พฤษภาคม 2568: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาล CIT ต่อศาล CAFC พร้อมยื่นคำร้องฉุกเฉินเพื่อของดเว้นการปฏิบัติตามคำสั่งของศาล CIT ในระหว่างกระบวนการอุทธรณ์
  • ในวันเดียวกัน (29 พฤษภาคม 2568): ศาล CAFC ได้อนุมัติตามคำร้องฉุกเฉินดังกล่าว ส่งผลให้คำสั่งของศาล CIT ถูกระงับเป็นการชั่วคราว และทำให้มาตรการทางภาษีของฝ่ายบริหารยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าศาล CAFC จะพิจารณาการอุทธรณ์แล้วเสร็จ

กระบวนการหลังจากนี้และแนวโน้ม

ศาล CAFC ได้กำหนดให้ฝ่ายบริหารของสหรัฐ ยื่นข้อโต้แย้งฉบับสมบูรณ์ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ในระหว่างนี้ หน่วยงานศุลกากรสหรัฐ (U.S. Customs and Border Protection: BCP) จะยังคงจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อไปได้จนกว่าจะมีคำตัดสินสิ้นสุด กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์คาดว่าจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 6-18 เดือน

นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า แม้ในอนาคตหากศาล CAFC มีคำตัดสินยืนตามศาล CIT ฝ่ายบริหารของสหรัฐ ยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ ในการดำเนินมาตรการทางภาษีได้ อาทิ

  • มาตรา 301 (The Trade Act of 1974): ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) สอบสวนและตอบโต้แนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า
  • มาตรา 232 (The Trade Expansion Act of 1962): ให้อำนาจในการใช้มาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ
  • มาตรา 338 (The Tariff Act of 1930): ให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษีศุลกากรสูงถึง 50% ต่อประเทศที่มีการเลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับรายงานจากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (USITC) ก่อน

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากกระบวนการทางศาลที่ใช้ระยะเวลานาน ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้