Tariff Barriers สหรัฐรอบใหม่ สะเทือนการค้าโลก

31.05.25 | 12:17 น.
Tariff Barriers สหรัฐ

นับตั้งแต่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หวนคืนสู่ตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 นโยบาย America First ยังคงได้รับการสานต่อ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ มาตรการทางภาษีศุลกากร ถูกนำมาใช้เพื่อลดภาวะการขาดดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลก จนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจการค้าไทย เศรษฐกิจการค้าสหรัฐ และเศรษฐกิจการค้าโลก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าไทย

ไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้า สัดส่วน 54% ต่อ GDP จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยเกือบ 40 ปี (ตั้งแต่ปี 2530) ล่าสุดปี 2567 การส่งออกสินค้าไปสหรัฐ มีสัดส่วน 18.3% สูงกว่าหลายๆ ประเทศในอาเซียน (ยกเว้นเวียดนาม พึ่งพา 29.7%) จึงได้รับผลกระทบที่มากกว่าและเมื่อเดือน เม.ย.68 IMF ลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยลงมากที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน เมื่อเทียบกับคาดการณ์ครั้งก่อนเดือน ม.ค. เหลือขยายตัวเพียง 1.8%

ปัจจุบันสินค้าไทยถูกสหรัฐบังคับใช้มาตรการ 3 ประเภท คือ

Advertisement

1.ภาษีศุลกากรภายใต้มาตรา 232 เรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% กับ 3 กลุ่มสินค้า เช่นเดียวกันทั่วโลก ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์จากเหล็กหรือเหล็กกล้า และของที่ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า 2.ผลิตภัณฑ์จากอะลูมิเนียม และของที่ทำด้วยอะลูมิเนียม ตั้งแต่ 12 มี.ค.68 และ 3.รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ตั้งแต่ 3 เม.ย.68 และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภท ตั้งแต่ 3 พ.ค.68 ครอบคลุมเครื่องยนต์ เกียร์และชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อน ชิ้นส่วนระบบไฟฟ้า กระจกรถยางล้อ พวงมาลัย เป็นต้น

2.ภาษีศุลกากรภายใต้มาตรการทางภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เรียกเก็บภาษีจากสินค้าไทยเพิ่มอีก 36% ครอบคลุมเกือบทุกรายการ แต่ขณะนี้ได้ชะลอบังคับใช้ 90 วัน และให้เรียกเก็บเพิ่มในอัตรา 10% ไปก่อนชั่วคราว ระหว่าง 10 เม.ย.-9 ก.ค.68

3.ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติม คงเรียกเก็บภาษีอัตราเท่าเดิม ได้แก่ ทองแดง ยาและเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากไม้ แร่ธาตุหายาก พลังงาน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ สมาร์ทโฟน แผงวงจร และเซมิคอนดักเตอร์

สินค้าส่งออกที่ถูกมาตรการฯ คิดเป็นสัดส่วนรวม 87% ของส่งออกไปสหรัฐ แบ่งเป็นสินค้าถูกใช้ Reciprocal Tariff มีสัดส่วน 62% สินค้าถูกใช้มาตรการฯ ตามมาตรา 232 สัดส่วน 25% และสินค้าที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม สัดส่วน 13% แม้ว่าสินค้าที่ถูกใช้ Reciprocal Tariff อยู่ในขณะนี้จะเผชิญกับอัตราภาษีที่น้อยกว่าสินค้าที่ถูกเก็บภาษี ภายใต้มาตรา 232 หากพ้นกำหนด 90 วันแล้ว ไม่ได้รับการขยายเวลาหรือไทยยังไม่สามารถเจรจาขอผ่อนปรนได้ จะกลับไปเผชิญกับ Reciprocal Tariff แบบเต็มอัตรา และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยครึ่งหลัง 2568 เป็นวงกว้าง

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้ประมวลผลกระทบจากมาตรการ โดยจัดระดับผลกระทบจากมุมมองการวิเคราะห์ 3 มิติ คือ สัดส่วนของมูลค่าส่งออกที่โดนมาตรการ สัดส่วนการพึ่งพาสหรัฐเป็นตลาดส่งออก และสัดส่วนต่อมูลค่าส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐทั้งหมด สามารถจัดระดับผลกระทบได้ดังนี้

หมวดสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงที่สุด คือ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า มีสินค้าถูกใช้มาตรการ ตามมาตรา 232 หรือ Reciprocal Tariff ด้วย พึ่งพาตลาดสหรัฐสูง (เครื่องจักรกลฯ พึ่งพาตลาดสหรัฐ สัดส่วน 28% และเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า พึ่งพาสัดส่วน 35%) และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญไปสหรัฐ โดยเครื่องจักรกลฯ เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 (สัดส่วน 25% ส่งไปสหรัฐ) และเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 (สัดส่วน 32% ของมูลค่าส่งไปสหรัฐ) ทั้งนี้ หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (HS 85) ยังมีบางสินค้าภายใต้หมวดไม่ถูกมาตรการ แต่หมวดเครื่องจักรกลฯ (HS 84)ทุกสินค้าภายใต้หมวดถูกมาตรการจากสหรัฐ

หมวดสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงมาก คือ ยางและของทำด้วยยาง เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์จากเหล็กหรือเหล็กกล้า ชิ้นส่วนรถยนต์ ของเล่น ผลิตภัณฑ์โลหะเบ็ดเตล็ด ซึ่งมีสินค้าภายใต้หมวดถูกใช้มาตรการ พึ่งพาตลาดสหรัฐสูง เป็นสัดส่วนกว่า 20%

หมวดสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูง คือ เครื่องแต่งกาย ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากหนัง ผลิตภัณฑ์เซรามิก ซึ่งมีสินค้าภายใต้หมวดถูกใช้ Reciprocal Tariff พึ่งพาสัดส่วนกว่า 20% ของมูลค่าส่งออกสินค้าหมวดนั้นๆ

หมวดสินค้าที่ได้รับผลกระทบปานกลาง คือ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางทัศนศาสตร์ การแพทย์ การวัด การควบคุม และการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์จากอะลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก ของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ ธัญพืชและของปรุงแต่ง ผลิตภัณฑ์อาหารปรุงแต่ง แม้ว่าในหมวดนั้นจะมีสินค้าที่ถูกใช้มาตรการ ตามมาตรา 232 หรือถูกใช้ Reciprocal Tariff แต่พึ่งพาเพียง 10-18% ของมูลค่าส่งออกสินค้าหมวดนั้นๆ และยังมีสัดส่วนต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐไม่มาก ผู้ส่งออกยังมีแหล่งรายได้จากตลาดอื่นมารองรับความผันผวนและความไม่แน่นอน

หมวดสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบ หมวดแร่และเชื้อเพลิง และที่เหลือเป็นหมวดสินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อย พึ่งพาตลาดสหรัฐไม่สูง พึ่งพาน้อยกว่า 10% และมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐน้อย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าสหรัฐ

แม้ว่าสหรัฐตั้งเป้าประสงค์ไปที่การปฏิรูปโครงสร้างการผลิต การดึงดูดการลงทุนกลับไปยังสหรัฐ และสร้างรายได้เพื่อบรรเทาภาระหนี้สาธารณะ แต่การปรับขึ้นอัตราภาษี ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น กระทบต่อฐานะการเงินของธุรกิจ และเป็นภาระแก่ผู้บริโภคภายในสหรัฐเอง ยิ่งตอกย้ำปัญหาค่าครองชีพ ซึ่ง IMF คาดเงินเฟ้อสหรัฐปี 2568 ไว้ที่ 3% ขณะที่รายได้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเก็บรายได้จากภาษีศุลกากร แต่การศึกษาจาก Wharton School แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียประเมินว่า รายได้ของสหรัฐ จากการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มเฉลี่ย 4-5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 4.5-5.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า อาจช่วยลดช่องว่างด้านงบประมาณได้ แต่เมื่อประเมินเปรียบเทียบกับผลกระทบทางลบแล้ว กลับมีมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยเฉพาะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับการศึกษาผลกระทบ ในระยะยาว (10 ปี) ของสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ระบุว่า สหรัฐจะมีรายได้จากการเก็บภาษีเข้าสู่คลังเพิ่ม 2.5-2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถูกลดทอนด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการเก็บรายได้จากภาษีอื่นๆ ลดลง ได้แก่ รายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง 6.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลจะลดลง 3.5-7.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐปี 2568 ล่าสุด IMF ลดคาดการณ์เติบโตเหลือขยาย 1.8%

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าโลก

มาตรการก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากสหรัฐเป็นผู้นำเข้าสินค้าอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนการนำเข้าถึง 14% ของมูลค่านำเข้าทั้งโลก ยิ่งไปกว่านั้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน มีการตอบโต้ด้วยภาษีในระดับสูงมาก นำไปสู่การชะลอตัวของปริมาณการค้าและเศรษฐกิจโลก รวมถึงการชะลอการลงทุนและการสั่งซื้อสินค้าที่ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นไปแล้ว คือ ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานโลก ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตใหม่ แม้ว่าสถานการณ์ได้ผ่อนคลายลงบ้าง หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ผ่อนคลายสงครามการค้า และผ่อนปรน Reciprocal Tariff อยู่ที่ 10% ช่วงเวลา 90 วัน (14 พ.ค.-12 ส.ค.68) ทั้งนี้ WTO คาดปริมาณการค้าโลก ปี 2568 หดตัว 0.2% ขณะที่ IMF ลดการเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือ 2.8% จากเดิมคาด 3.3%

ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลการจองตู้คอนเทนเนอร์ ช่วง มี.ค.-เม.ย.68 ของบริษัท VIZION บริษัทด้านการให้บริการฐานข้อมูลการจองตู้คอนเทนเนอร์แบบ Real-Time พบว่า หลังมีการประกาศ Reciprocal Tariff และมีการตอบโต้ทางการค้าระหว่างกัน การส่งออกของสหรัฐ ที่สะท้อนจากยอดจองตู้คอนเทนเนอร์ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากท่าเรือ Tacoma ของรัฐวอชิงตัน ท่าเรือ Los Angeles ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ท่าเรือ Savannah ของรัฐจอร์เจีย ซึ่งใช้ส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อวัว เนื้อหมู และอาหารแปรรูป ไปจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ โดยยกเลิกคำสั่งซื้อจากจีนที่เป็นตลาดใหญ่สำคัญ อีกทั้งมีสินค้าอื่นๆ เช่น เยื่อไม้ ผลิตภัณฑ์กระดาษ ฝ้าย ขณะเดียวกัน ฝั่งการนำเข้าพบการลดลงที่บ่งชี้จากจำนวนเรือบรรทุกสินค้าขาเข้า เนื่องจากธุรกิจอเมริกันยกเลิกคำสั่งซื้อจากจีนด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนทางภาษีได้

แนวทางการปรับตัว

บริบทของความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง มีความจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นต่อความไม่แน่นอน สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำเสมอมา คือ การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดส่งออกอื่นๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และใช้เครื่องมือที่ประเทศไทยมีอยู่อย่าง FTA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่ภาครัฐมุ่งเปิดตลาดใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการ ผ่านทั้งกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และการเจรจาทำ FTA สำหรับปี 2568 ไทยวางแผนเจรจา FTA เช่น ไทย-อียู (EU) ไทย-เกาหลีใต้ ไทย-UAE และอาเซียน-แคนาดา หากบรรลุผลจะมีบทบาทสำคัญเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และลดแรงกดดันจากตลาดส่งออกหลัก ขณะเดียวกันตลาดสหรัฐยังมีความสำคัญต่อไทย พยายามเร่งหาแนวทางการเจรจาเพื่อปรับสมดุลการค้าระหว่างสองประเทศและได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อลดแรงเผชิญต่ออัตราภาษีให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขัน ลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพสูงอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และภาคบริการมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง คู่กับส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ลดพึ่งพาวัตถุดิบและทรัพยากรภายนอก