ศาลสหรัฐระงับภาษีทรัมป์ ไม่เพิ่ม – ไม่ลดความเสี่ยง แต่ไทยต้องเร่งเจรจาเร็วที่สุด
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า จากการที่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ได้ระงับการสั่งห้ามใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ครอบคลุมมากที่สุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม หลังจากที่ศาลการค้าระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้าว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกมาตรการดังกล่าว และมีสั่งให้ยุติการบังคับใช้ในทันที ประเมินว่าเป็นพักคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่บอกระบุว่าทรัมป์ ทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่เป็นการผิดทุกรายการ เพราะมีหลายเรื่องที่ถูกกฎหมาย ทั้งการปรับขึ้นภาษีเหล็ก รถยนต์ และอลูมิเนียม นอกเหนือจากนั้นที่มีการเล่นงานหลายประเทศผ่านอัตราภาษีสูงๆ ถือว่าผิดกฎหมาย ผิดหลักการ
โดยการที่ศาลอุทธรณ์ให้พักคำตัดสินศาลชั้นต้นไว้ก่อน ไม่ได้หมายความว่าที่พิพากษาออกมาจบไป แต่เป็นการพักไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนในการพิจารณาใหม่อีกครั้งวันที่ 9 มิถุนายนนี้
ขั้นตอนจากนี้มีอยู่ 2 ทางเลือกคือ 1.ให้พักต่อได้ และ 2.นำเรื่องเข้าไปให้ศาลสูงของสหรัฐตัดสิน โดยหากออกมาในทางบวกก็เท่ากับทรัมป์ทำถูกต้อง สามารถทำต่อได้ แต่จะใช้เวลานานมากน้อยเท่าใดยังไม่ชัดเจน ซึ่งหากนำเข้าสู่ศาลสูงมองว่าโอกาสที่ทรัมป์จะชนะมีสูงขึ้น เพราะที่ผ่านมาศาลสูงของสหรัฐค่อนข้างเอนเอียงในด้านทรัมป์
สถานการณ์ต่อจากนี้จึงมองว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงใช้มาตรการภาษีนี้เล่นงานประเทศเป้าหมายที่วางไว้ได้ แต่หากถูกสั่งห้ามจริงๆ เพราะมองว่าทำผิด แม้โอกาสที่เกิดขึ้นได้มีน้อยมาก ทรัมป์ก็ยังสามารถใช้วิธีอื่นเล่นเกมได้ ผ่านกฎหมายตัวใหม่ที่เพิ่งออกมา จากเดิมที่มีมาตรา 232 กฎหมายว่าด้วยการขยายการค้าที่ให้อำนาจในการเล่นงานประเทศต่างๆ อาทิ การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศหากมองว่าขัดกับความมั่นคงของประเทศ ทรัมป์สามารถใช้นโยบายภาษีที่ตั้งไว้ได้ รวมถึงมีมาตรา 301 ที่อนุมัติให้สหรัฐเล่นงานประเทศอื่นในกรณีที่มองว่า ค้าขายระหว่างกันไม่เป็นธรรม ทั้งการทุ่มตลาดขายสินค้าต่ำทุน และอุดหนุนทางการค้า อีกทั้งสามารถออกกฎหมายใหม่สนับสนุนการทำงานของตัวเองได้
จากการประเมินความเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องใช้ทุกวิธีการทำให้สิ่งที่ตัวเองตั้งใจดำเนินการเป็นผลให้ได้ เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของตุลาการที่มีความคาราคาซังมากอยู่ จึงต้องประเมินท้ายที่สุดว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งมองว่าท้ายที่สุดทรัมป์คงได้สิ่งที่ตัวเองต้องการแน่นอน เพราะศาลสูงของสหรัฐอยู่ข้างทรัมป์มากอยู่ รวมถึงแม้จะถูกมองว่าผิดจากศาลออกมา ก็สามารถออกกฎหมายใหม่ และมีกฎหมาย 2 ฉบับที่เอื้อให้สามารถทำได้อยู่ดี
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้สร้างผลที่มีต่อเศรษฐกิจกับเรื่องของอะไร มองว่า 1.เกิดความไม่แน่นอนในการเจรจาต่อรอง ผู้ที่ต่อรองเริ่มไม่แน่ใจและไม่แน่นอนแล้วว่า ตกลงเป็นปัญหาความไม่แน่นอนในการการใช้กฎหมายของสหรัฐเองหรือไม่ ทำให้อำนาจต่อรองของทรัมป์ลดลง 2.สร้างความบั่นป่วน และไม่แน่นอนในตลาดการค้ารวม และภาคการลงทุนต่างๆ เพราะไม่รู้ว่า ตกลงสิ่งที่ทรัมป์ทำอยู่ จะมีผลได้จริงหรือไม่ และมีผลเมื่อไหร่ ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
สิ่งที่เป็นความเสี่ยงในสหรัฐเองคือ การออกกฎหมายของบประมาณของทรัมป์เพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านล้านบาท หากหาเงินก้อนนี้มาใช้ไม่ได้ จะทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐขยายตัวจากทุกวันนี้ 98% ต่อจีดีพี มาเป็น 140% ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาเรื่องกรอบวินัยทางการเงินการคลัง คู่ขนานไปกับอีกส่วนหนึ่งคือ มูส์ดี้มีการลดเรตติ้งของสหรัฐลง ทำให้การออกพันธบัตรของสหรัฐมีต้นทุนสูงขึ้น
อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่นักลงทุนต่างๆ เริ่มไม่ไว้ใจในพันธบัตรของสหรัฐ การจะซื้อพันธบัตรต่างๆ เหล่านี้ ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น กำลังสร้างปัญหาให้กับการจะออกพันธบัตรในอนาคตของสหรัฐ ถือเป็นปัญหาความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเสถียรภาพทางการคลังของตัวเอง
ผลกระทบต่อประเทศไทย มองว่าอาจทำให้ไทยมีปัญหาในการเจรจา เพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แต่มองว่าอย่างไรทรัมป์ก็ต้องหาทางเล่นงานตามแผนที่วางไว้แน่ ประเทศไทยจึงต้องตั้งรับมือไว้ผ่านการเร่งเจรจาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะข้อหลักๆ ที่ต้องการให้ไทยแก้ไข แม้สหรัฐอาจอ่อนแอลงผ่านสถานการณ์ในประเทศ แต่เราต้องไม่ประมาท เพราะเมื่อทรัมป์อ่อนแอลง จะยิ่งใช้พลังงานในการเล่นงานเพื่อแสดงออกมากขึ้น
สิ่งที่ต้องระวังคือ การรับมือกับสหรัฐแต่ต้องไม่กระทบกับจีน เพราะเป้าหมายของสหรัฐจริงๆ ต้องการเล่นงานจีน ประเทศไทยจึงต้องวางแผนรับมือกับสินค้าสวมสิทธิ์ที่สหรัฐกังวล ทำการบ้านให้ครบ เพื่อแก้ไขให้ได้
โดยประเมินว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมากกว่าเดิม หรือลดลงกว่าเดิมต่อเศรษฐกิจไทย เพียงแต่ชะลอเวลาไปเท่านั้น

